ทำไม JAS ต้องทุ่ม 700 ล้าน เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026
เปิดมุมวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ทำไม JAS ควรซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ชี้ เร่งฝ่าจุดคุ้มทุนจากการซื้อ EPL เฉียด 2 หมื่นล้าน สอดรับทิศทางการเป็นแพลตฟอร์ม Premium Sport Ecosystem
เป็นที่ฮือฮา เมื่อข่าวแพร่สะพัดว่า JAS อาจเข้าไปดีลซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย แบบ Pay Per View (เสียเงินเพื่อชม) ซึ่งต้นตอมาจากการวิเคราะห์แนวโน้มของการลงทุนจาก บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS Securities) ซึ่งยังไม่ได้มีการยืนยันว่า JAS หรือบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กำลังเจรจากับสหพันธ์กีฬาฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) อยู่จริง ๆ
อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดยังระบุว่า การขายลิขสิทธิ์ของ FIFA สำหรับประเทศไทย ยังเป็นการแบบรวมทุกแพ็กเกจทุกช่องทาง จึงยังมีราคาที่สูงในระดับ 1 พันล้านบาท การเจรจายังคงอยู่ และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า ก่อนเริ่มเปิดการแข่งขันในวันที่ 11 มิ.ย. 2569 นี้
โบรกเกอร์ชง ถ้าซื้อฟุตบอลโลกได้ ดีต่อธุรกิจของ JAS
“พิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์” นักวิเคราะห์ จาก บล.กสิกรไทย ได้พูดถึงบทเคราะห์ธุรกิจของ JAS ว่าน้ำหนักในธุรกิจต้นปีที่ผ่านมาสามารถทำได้ดีในการเปลี่ยนตัวเองสู่ผู้ให้บริการคอนเทนต์กีฬา ซึ่งมีรายการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกส์ อังกฤษ (EPL) ซึ่ง JAS ได้ลิขสิทธิ์ เป็นระยะเวลา 6 ฤดูกาล (2025-2031) ด้วยมูลค่ากว่า 1.9 หมื่นล้านบาท โดยเปิดให้รับชมหลักผ่านแอปพลิเคชั่น MONOMAX
“แต่ EPL ปิดฤดูกาลไปแล้วเมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา และฤดูกาลใหม่จะเริ่มใน ส.ค. 2569 ดังนั้นจึงมีช่องว่างอยู่ราว 3 เดือน ที่ต้องมีคอนเทนต์มาเติมเต็มเพื่อดึงผู้ชมที่จ่ายรายเดือนไว้ไม่ให้กลับสู่ ‘ช่องทางธรรมชาติ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ JAS และพันธมิตรอย่าง AIS ทุ่มเทเพื่อสกัดกั้น และต้อนคนมาขึ้นแพลตฟอร์ม”
“การได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก (11 มิ.ย.-19 ก.ค.) จะเข้ามาเติมเต็มช่วงเวลานี้พอดี ช่วยให้บริษัทมีคอนเทนต์แม่เหล็กไว้ดึงดูดลูกค้า เพื่อรักษาฐานสมาชิก 1.73 ล้านราย ไม่ให้ “ยกเลิก” บริการ JAS มียอดสมาชิก EPL สูงถึง 1.73 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกรายเดือนผ่านระบบ AIS หากไม่มีฟุตบอลโลกมาเสริมในช่วงปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก สมาชิกกลุ่มนี้มีโอกาสสูงที่จะยกเลิกบริการ
การมีฟุตบอลโลกจะช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ ทำให้บริษัทไม่ต้องเสียงบประมาณมหาศาลในการทำ Customer Acquisition หรือการหาลูกค้าใหม่กลับมาอีกครั้งในฤดูกาลหน้า

ใช้กลยุทธ์ขายแพ็กเกจควบรวม (Bundling) หาก JAS ได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก จะสามารถนำมาจัดทำโปรโมชั่น ขายควบรวมกับพรีเมียร์ลีกระยะยาวได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าจากสมาชิกรายเดือนมาเป็นสมาชิกรายปี ช่วยสร้างรายได้ที่แน่นอนและทำให้ธุรกิจ EPL เข้าสู่ “จุดกำไร” ได้ในฤดูกาลถัดไป
“หากคนไทยไม่ได้ชมฟุตบอลโลกผ่านช่องทางปกติ แฟนบอลจะพยายามขวนขวายไปดูผ่าน ‘ช่องทางธรรมชาติ’ (เว็บเถื่อน) ซึ่งหากลูกค้าคุ้นชินกับช่องทางเหล่านั้นแล้ว JAS จะทำงานยากขึ้นมากในการดึงพวกเขากลับมาเข้าสู่ระบบที่ถูกลิขสิทธิ์ในฤดูกาลหน้า”
นักวิเคราะห์ระบุด้วยว่า การรักษาฐานผู้ใช้รายเดือนไว้ และเดินหน้าขยายเพิ่มจะทำให้ JAS ถึงจุด “คุ้มทุน” เร็วขึ้น หลังจากซื้อ EPL ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล
“ประชาชาติธุรกิจ” รายงานด้วยว่า การทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการซื้อลิขสิทธิ์ EPL ของ JAS คาดการณ์ว่าจะถึงจุดคุ้มทุนจะต้องมียูสเซอร์ถึง 2 ล้านรายในแต่ละฤดูกาล ซึ่งแต่ละฤดูกาลมีช่องว่างเวลาที่ JAS ต้องหารายการมาชดเชย เพื่อดึงผู้ชมไว้ โดยล่าสุดมีรายการวอลเลย์บอลเอเชีย และอื่น ๆ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับผู้ชมฟุตบอล
ทิศทางของธุรกิจ JAS และพันธมิตรสำคัญอย่าง MONO ชัดเจนขึ้นว่ากำลังเร่งเข้าสู่จุดคุ้มทุนหลังจาก ซื้อ EPL ในปีที่ผ่านมา และจบไปแล้ว 1 ฤดูกาล เหลือเพียง 5 ฤดูกาลเท่านั้น โดยผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 JAS ขาดทุนอยู่ 729 ล้านบาท ขณะที่ MONO และธุรกิจ EPLและคอนเทนต์เติบโตถึง 6 เท่า แต่ยังขาดทุนสุทธิจากการดำเนินการอยู่
เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (EPL) และเอฟเอคัพ อย่างเป็นทางการระยะยาว 6 ฤดูกาล โดยจับมือกับ MONO (บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน)) ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง MONOMAX และร่วมมือกับ AIS เพื่อเป็นแพลตฟอร์มหลักในการออกอากาศ
ประกอบกับเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประกาศรีแบรนด์ช่องรายการ MONO29 สู่ คือ “MONOMAX SPORTS” เพิ่มสัดส่วนรายการกีฬา 60% พร้อมทุ่มลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลก หวังสร้าง Premium Sport Ecosystem เชื่อมผู้ชมจากออนไลน์สู่หน้าจอทีวีและออฟไลน์ครบวงจร โละผังใหญ่ อัดรายการกีฬา 60% Mono Original 20% Series 14% Variety 6% มีรายงานด้วยว่า ปรับแผนกข่าว ให้เป็นข่าวกีฬามากขึ้น
ขณะที่ฝั่งแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่ง MONOMAX ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 4 ล้านบัญชี ก็ยังคงเป็นกำลังหลักในการเสิร์ฟคอนเทนต์พรีเมี่ยม ทั้งฟุตบอลระดับโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, คาราบาวคัพ, ไทยลีก และภาพยนตร์ซีรีส์คุณภาพความคมชัดระดับ Full HD
ทำไม JAS ต้องใช้เงินเกือบ 700 ล้านบาทในการซื้อฟุตบอลโลก
นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ได้คำนวณตัวเลข ที่ JAS ควรจ่ายเพื่อเป็นค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกนั้นพิจารณาจาก “มูลค่าในการรักษาฐานลูกค้าพรีเมียร์ลีก (EPL) เดิม” เพื่อให้คุ้มทุนในช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน โดยมีที่มาของตัวเลขจำนวนสมาชิก (Subscriber)
“ ปัจจุบัน JAS มีฐานลูกค้า EPL อยู่ประมาณ 1.73 ล้านราย ลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายค่าบริการอยู่ที่ 199 บาทต่อเดือน ช่วงรอยต่อระหว่างฤดูกาลพรีเมียร์ลีก (Off-season) และช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก รวมแล้วประมาณ 2 เดือน เมื่อนำ 1.73 ล้านราย x 199 บาท x 2 เดือน จะได้ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 700 ล้านบาท หาก JAS ร่วมลงเงินค่าลิขสิทธิ์ในระดับ 500-600 ล้านบาท จะถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะเป็นการใช้เงินในจำนวนที่น้อยกว่ารายได้ที่จะได้รับจากฐานลูกค้าเดิม (700 ล้านบาท) เพื่อ “ซื้อเวลา” ไม่ให้ลูกค้ากลุ่มนี้ยกเลิกบริการในช่วงที่ไม่มีบอลพรีเมียร์ลีกเตะ
หากไม่ลงทุนในส่วนนี้ แล้วปล่อยให้ลูกค้า 1.73 ล้านรายยกเลิกบริการไป JAS จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition Cost) ที่สูงกว่าเดิมมากในฤดูกาลถัดไป และยังเสี่ยงต่อการที่ลูกค้าจะหนีไปดูผ่าน “ช่องทางธรรมชาติ” หรือเว็บเถื่อนอีกด้วย
ทั้งนี้ ตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกทั้งหมดถูกคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงขันร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชนรายอื่น แม้ว่าท่าทีในตอนนี้รัฐบาลจะถอย แต่ต้องจับตาดูในโค้งสุด้ทายว่า หาก JAS จ่ายได้เท่านี้ แล้วมีพันธมิตรเอกชนรายอื่น ๆ ช่วย จะได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาหรือไม่
ความคุ้มค่าในเชิงเม็ดเงิน นักวิเคราะห์คำนวณว่า ฐานลูกค้า 1.73 ล้านรายที่จ่ายเดือนละ 199 บาท หากรักษาไว้ได้ 2 เดือน (ช่วงฟุตบอลโลก) จะคิดเป็นมูลค่าเงินถึง 700 ล้านบาท
ดังนั้น หาก JAS ร่วมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในระดับ 500-600 ล้านบาท จะถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะเป็นการลงทุนเพื่อรักษาฐานรายได้และต่อยอดกำไรของพรีเมียร์ลีกในอนาคต
baby