Skip to content

เปิดมุมคิด พอลล์ กาญจนพาสน์ “อิมแพ็ค” รุกหนักธุรกิจ “ร้านอาหาร”

16 ต.ค. 2562 | 16:57น.
เปิดมุมคิด พอลล์ กาญจนพาสน์ “อิมแพ็ค” รุกหนักธุรกิจ “ร้านอาหาร”
นอกจากธุรกิจหลักอย่างการบริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมระดับประเทศแล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “อิมแพ็ค” พยายามที่จะขยับขยายไปยังธุรกิจร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยงมากขึ้น เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรและฐานลูกค้าที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เช่าที่สามารถทำเป็นห้องจัดเลี้ยง สถานที่จัดงานต่าง ๆ ตั้งแต่สเกลเล็ก ๆ ไปจนถึงสเกลระดับนานาชาติ ทำให้อิมแพ็คใช้งบฯลงทุนและสรรหาร้านใหม่ ๆ เข้ามาในพอร์ตอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น “มโนราห์” ร้านอาหารไทยประยุกต์ “อีสาน แอ็ท อารีน่า” ร้านอาหารอีสานสไตล์ฟิวชั่น ฯลฯ รวมถึงรูปแบบของการซื้อไลเซนส์เข้ามาบริหาร อย่างร้านสึโบฮาจิ ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะ จากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

และล่าสุดร้านกาแฟ “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากฮ่องกง มาเปิดสาขาแรกในไทยแบบสด ๆ ร้อน ๆ ที่โครงการ “เวลา หลังสวน” คอมมิวนิตี้มอลล์ในโครงการสินธร วิลเลจ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นวิสัยทัศน์ของ “พอลล์ กาญจนพาสน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่มองไปไกลกว่าแค่การนำเอาร้านกาแฟชื่อดังจากต่างประเทศเข้ามาบริหาร เพื่อรับกับเทรนด์การดื่มกาแฟที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้

จริงอยู่ที่ศักยภาพของตลาดร้านกาแฟโดยเฉพาะกาแฟพิเศษ หรือสเปเชียลิตี้คอฟฟี่ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนทำงานที่มีกำลังซื้อจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป กล้ากิน กล้าใช้ กับเรื่องแบบนี้กันมากขึ้น เพื่อบ่งบอกสถานะหรือโพสต์ลงโซเชียล ซึ่งทำให้อิมแพ็คมีความสนใจในธุรกิจนี้แบบไม่ต้องสงสัย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การได้บริหารเชนร้านกาแฟที่มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ จีน รวม 20 สาขา แถมยังมีแผนจะขยายไปในภาคพื้นเอเชียประเทศอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ทั้งมาเก๊า ฟิลิปปินส์ เกาหลี และญี่ปุ่น จนคาดว่าจะมีจำนวนสาขาถึง 100 แห่งในปี 2567 จะช่วยให้อิมแพ็คได้เรียนรู้เรื่องระบบโอเปอเรชั่น การทำมาร์เก็ตติ้ง และมาตรฐานต่าง ๆ ในระดับสากล เพื่อมาปรับใช้ในธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงบริการจัดเลี้ยงได้อีกด้วย

“พอลล์” ชี้ว่า อย่างการบริหารร้านญี่ปุ่นได้เรียนรู้เรื่อง hygiene ความสะอาด ปลอดภัย และคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้านให้ความสำคัญมาก หรืออย่างร้านกาแฟก็เป็นเรื่องของสแตนดาร์ดที่ต้องเป๊ะเหมือนกันทุกสาขาทั่วโลก ต้องส่งบาริสต้าจากไทยไปเทรนที่เมืองนอก ส่วนการตกแต่ง วัสดุที่ใช้ภายในร้าน ก็จะต่างกับร้านอื่น ๆ ที่อิมแพ็คเคยทำมา ซึ่งมีความพรีเมี่ยมมากขึ้น

แม้ว่าในสัญญาของการคว้าไลเซนส์ของเดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์มาเปิด จะกำหนดสาขาที่ต้องขยายขั้นต่ำไว้แค่ 3 สาขา ภายในเวลา 5 ปี แต่ศักยภาพของตลาดที่พอลล์มองเห็น เขาคิดว่ายังสามารถขยายได้มากกว่านี้

โดยสาขาที่ 2 อาจจะเข้าไปเปิดในห้าง สาขาที่ 3 เข้าไปเปิดที่อิมแพ็ค ส่วนสาขาอื่น ๆ อาจเห็นในต่างจังหวัด ในโรงแรมหรู แถบภูเก็ต สมุย ฯลฯ

“ร้านกาแฟสเปเชียลิตี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้าง บางที่ยิ่งหายากคนยิ่งชอบ วันนี้การดื่มกาแฟไม่ใช่แค่ดื่มแก้ง่วงอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่จะมาเติมเต็มในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป และตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่าง”

ความสนใจในธุรกิจอาหารและคาเฟ่ของ “พอลล์” นอกจากความชอบส่วนตัวแล้ว ก็คงเป็นการที่เขาได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจนี้เพื่อสร้างรากฐานเอาไว้อย่างแน่นหนาในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อผลักดันรายได้ของกลุ่มแคเทอริ่งซึ่งทำให้อิมแพ็คมีความพร้อมด้านครัว เชฟ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเอาไว้หมดแล้ว

การขยายธุรกิจนี้จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนก้อนใหญ่เพิ่มอีกก้อน แต่เป็นการลงทุนเพื่อต่อยอดจากสิ่งที่มี สร้างให้เกิดรายได้ใหม่ ๆ มากกว่า เช่น ตอนนี้ครัวของอิมแพ็คถูกใช้งานอยู่แค่ 10 ชั่วโมง เราไม่ต้องลงทุนครัวเพิ่ม แต่แค่จ้างเชฟเพิ่มก็จะสามารถใช้ครัวเพิ่มได้อีก 10 ชั่วโมง หรือมีกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1 เท่า

วันนี้ธุรกิจอาหารของอิมแพ็คมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี “พอลล์” ตั้งทาร์เก็ตไว้ว่า ธุรกิจนี้เติบโตเป็น 3 เท่า หรือมีรายได้ถึง 3,000 ล้านบาท แต่การจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น จำเป็นที่จะต้องขยายตัวอย่างรอบด้าน ทั้งการเติมแบรนด์ใหม่ ๆ อาทิ ร้านอาหารไทย

และร้านอาหารจีน การขยายสาขาของแบรนด์เดิม จากปัจจุบันทุกแบรนด์มีสาขารวมกัน 30 สาขา ก็จะเพิ่มเป็น 60 สาขารวมถึงรายได้ของแคเทอริ่งที่จะต้องมาจากนอกเครือมากขึ้น เช่น การเพิ่มธุรกิจรับจ้างผลิตอาหารให้กับบริษัทอื่น จากเดิมที่ผลิตให้กับธุรกิจในเครือเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ยังมีโจทย์ที่ “พอลล์” คิดว่าจะต้องปรับให้ดีขึ้น จากการทำงานและเทรนด์ของธุรกิจอาหารที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ เรื่องเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะเทรนด์ของการดีลิเวอรี่ การสั่งอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างน่าจับตา

มองในมุมหนึ่ง ก็คือ โอกาสของร้านค้าที่จะสร้างรายได้จากการที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านได้มากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่ง หากเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการไม่ดี ก็จะทำให้กระทบกับความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า ๆ ได้

“พอลล์” ยกตัวอย่างร้านอาหารแถวบ้านที่ปัจจุบันมีออร์เดอร์จากออนไลน์เพิ่มขึ้นสูงมาก จนทำให้ลูกค้าที่มาทานหน้าร้านต้องใช้เวลารอนานขึ้นเป็นชั่วโมง ทำให้การออกแบบร้านใหม่ของเขาจะต้องคิดเผื่อ โดยคำนึงถึงความสามารถของครัวและเชฟในการที่จะรองรับลูกค้าจากทั้ง 2 ที่ได้ให้รับประสบการณ์ดี ๆ กลับไปทั้งคู่หรือวิธีในการสร้างการรับรู้ก็เช่นกัน เพราะเทรนด์ของออนไลน์และโซเชียลมีเดียเข้ามาเปลี่ยนการรับสื่อของผู้บริโภคไปแล้ว การเข้าไปในช่องทางเหล่านี้ หรือสร้างอะแวร์เนสผ่านบล็อกเกอร์อินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า

ธุรกิจอาหารยังคงเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นธุรกิจที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจอยู่ตลอด ทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ไม่เคยลดดีกรีความแรงลงได้

การขยับตัวของ “อิมแพ็ค” ครั้งนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการได้ขนาดไหนคงต้องติดตาม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การตลาด อิมแพ็ค