คอลัมน์ : Market-Think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
หลังจาก “แสนสิริ” เป็นผู้ริเริ่มออกหุ้นกู้รูปแบบใหม่ คือ ขายผ่าน SCB Easy App เมื่อประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว
หุ้นกู้แบบเดิม แต่เพิ่มความสะดวกเข้าไป
และเจาะกลุ่มรายย่อยด้วยการลดวงเงินจองซื้อขั้นต่ำแค่ 10,000 บาท ต่ำกว่าปกติถึง 10 เท่า
ปรากฏว่าหุ้นกู้ของ “แสนสิริ” ขายดีมาก
ไม่ถึง 4 นาทีหมดเกลี้ยง
จากความสำเร็จในครั้งนั้น “แสนสิริ” ก็เริ่มมองเห็นตลาดใหม่ในการระดมทุน
เพราะที่ผ่านมา “หุ้นกู้” เจาะนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
แต่พอเปลี่ยนมาเจาะรายย่อย เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง
“หุ้นกู้” ที่จ่ายดอกเบี้ย 3% ก็กลายเป็น “ขนมหวาน” ที่ใคร ๆ ต้องการในยามที่ดอกเบี้ยเงินฝากของแบงก์เหลือไม่ถึง 1%
ตอนที่ “แสนสิริ” ตัดสินใจขายหุ้นกู้ผ่านแอป และลดวงเงินขั้นต่ำลง
ผมนึกถึง “กล้วยหอม” ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น
จากกล้วยหอมที่ขายเป็นหวี คนเดียวกินไม่ทัน
เปลี่ยนมาเป็น “กล้วยหอม” ขายปลีกทีละลูก
สร้างความสะดวกในการซื้อ
“กล้วยหอม” กลายเป็นสินค้าขายดี
และสามารถตั้งราคาขายสูงกว่าขายเป็นหวีเกือบเท่าตัว
แค่เพิ่ม “ความสะดวก” ในการเข้าถึง และลดจำนวน “ขั้นต่ำ” ลงเท่านั้นเอง
“แสนสิริ” ขายหุ้นกู้ในรูปแบบนี้อีกหลายครั้ง
ล่าสุด “เศรษฐา ทวีสิน” ก็เปิดตัว “หุ้นกู้” ตัวใหม่ของ “แสนสิริ”
คราวนี้ไม่ใช่หุ้นกู้ธรรมดาเหมือนเดิม
นอกจากวงเงินแค่ไม่ถึง 100 ล้านบาท จากเดิมที่จะขายเป็นหลักหลายพันล้าน
เขายังลดวงเงินขั้นต่ำในการซื้อเหลือ 1,000 บาท
ให้ดอกเบี้ย 3.20% ระยะเวลา 3 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน
เป้าหมายของการใช้เงินจากหุ้นกู้คราวนี้ก็แตกต่างจาก “หุ้นกู้” ทั่วไป
เพราะ “แสนสิริ” ไม่ได้ใช้ในการลงทุนทำธุรกิจ
แต่นำไปสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.
กับโครงการ “Zero Dropoutเด็กทุกคนต้องได้เรียน”
วางแผนพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ระยะยาว 3 ปี
100 ล้านบาทที่ออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะให้โครงการนำร่องที่จังหวัดราชบุรี ที่มีเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาอยู่ประมาณ 10,000 คน
ซึ่งจำนวนเด็กเหมาะสมกับจำนวนเงินระดมทุน 100 ล้านบาท
ถ้าใครเห็นตัวเลขเด็กที่มีโอกาสหลุดจากการศึกษาแล้วจะตกใจ
กสศ.คาดว่าจะมีเด็กหลุดจากระบบประมาณ 1.9 ล้านคน จากปัญหาเศรษฐกิจ
“แสนสิริ” เริ่มโครงการนี้ที่ราชบุรี นอกจากจำนวนเด็กจะเหมาะสมกับวงเงินแล้ว “ราชบุรี” ยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีโครงการของ “แสนสิริ” ด้วย
เรื่องนี้ถือว่าเขาคิดละเอียด เพราะไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่า “ทำดี” เพื่อสร้างภาพลักษณ์แล้วขายโครงการได้
หุ้นกู้ตัวนี้จะเริ่มขายผ่าน SCB Easy App วันที่ 15 ก.พ.นี้
คาดว่าแป๊บเดียวก็หมด
ผมชอบไอเดียเรื่องนี้มาก
เพราะตามปกติบริษัททั่วไปจะมีโครงการซีเอสอาร์ นำเงินมาทำโครงการที่มีประโยชน์เพื่อสังคม
เป็นค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่งของบริษัท
แต่การขายหุ้นกู้ทำให้บริษัทไม่ต้องควักเงินสดมาใช้
แต่กู้มาจากประชาชนทั่วไปก่อน
จ่ายดอกเบี้ยให้ทุก 3 เดือน ครบ 3 ปีค่อยจ่ายเงินก้อน
ด้านหนึ่ง คือ ยืมเงิน
อีกด้านหนึ่ง คือ ชวนคนมาทำบุญแบบได้ดอกเบี้ย
คนซื้อหุ้นกู้ก็มีความสุข เพราะนอกจากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากแบงก์แล้ว ยังได้ทำบุญช่วยให้เด็กได้อยู่ในระบบการศึกษาต่อไปด้วย
ปีหนึ่งได้ “รอยยิ้ม” 2 ครั้ง
ครั้งแรก ตอนได้ดอกเบี้ย
ครั้งที่สอง ตอนที่ได้เห็นเด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือต่อไป
เป็นโครงการที่น่ารักมากครับ
ชอบไอเดียแบบนี้