“แปซิฟิกา” เปิดศึกแบรนด์เนม COACH นำทัพ-อัดงบบุกหนักออนไลน์
ตลาดแบรนด์เนมโตสวนโควิด “แปซิฟิกา” ไม่หวั่นต้นทุนราคาพุ่ง เร่งจัดทัพบุกหนักออนไลน์-ออฟไลน์ พัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบรนด์ในเครือรับเทรนด์ตลาดขาขึ้น ส่งแบรนด์ Coach, Birkenstock, TAG Heuer และ American Eagle หัวหอกหลักปูพรมตลาด พร้อมอัดงบฯการตลาด3-10% เพิ่มยอดขายโต 30-40%
นางสาวโศภนา เลวิจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่ม บริษัท แปซิฟิกา จำกัด ผู้ดูแลธุรกิจแบรนด์ชั้นนำในกลุ่มแฟชั่น บิวตี้และไลฟ์สไตล์กว่า 17 แบรนด์ อาทิ American Eagle, Birkenstock, Camper, Coach, Coccinelle, Furla, GEOX, iKON, Jurlique, Keds เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
ปัจจุบันภาพรวมตลาดสินค้าลักเซอรี่ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยเฉพาะตลาดระดับบนไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น และกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีความต้องการจับจ่ายและหันมาซื้อแบรนด์เนมในประเทศมากขึ้น ประกอบกับแต่ละแบรนด์จัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งออนไลน์และออฟไลน์
เช่นเดียวกับกลุ่มแปซิฟิกาที่มีการลงทุนกับแบรนด์ในเครือมากขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการโฟกัสกับช่องทางที่เป็นออนไลน์มากขึ้น และมีการพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อสร้างการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมาย และตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า
“ก่อนโควิด-19 จะระบาด เราได้เริ่มทำอีคอมเมิร์ซมาระดับหนึ่งอยู่แล้วพอโควิดเข้ามาเราจึงมีการขยายอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มที่ และก็เป็นช่องทางที่ช่วยยอดขายกรุ๊ปได้ค่อนข้างมาก จากนี้ไปก็จะมีการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง”
บุกออนไลน์รับดีมานด์พุ่ง
สำหรับแผนงานของกลุ่มแปซิฟิกาในปีนี้ จะเดินหน้าขยายแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มเติม โดยแบรนด์แต่ละแบรนด์จะมีการพัฒนาเว็บไซต์-ช่องทางขายหรืออี-คอมเมิร์ซของตัวเองขึ้นมาโดยเฉพาะ
ล่าสุดเตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ของแบรนด์โค้ช (Coach) เพิ่มอีก 1 แบรนด์ จากก่อนหน้านี้ที่ได้ทยอยเปิดตัวอีคอมเมิร์ซไปแล้ว อาทิ แบรนด์ Keds, Birkenstock เป็นต้น ขณะเดียวกัน ก็จะเน้นเรื่อง customer experience และ e-Commerce ให้มากขึ้น
เนื่องจากปัจจุบันดีมานด์ของลูกค้าไม่ได้เกิดจากการเดินผ่านหน้าร้าน ผ่านดิสเพลย์แล้วอยากได้ แต่ลูกค้าจะมีการหาข้อมูล เลือกแบบที่ต้องการผ่านช่องทางออนไลน์มาก่อนแล้ว นั่นแปลว่าดีมานด์ของลูกค้าเกิดมาจากบ้านผ่านช่องทางออนไลน์มาก่อน
ดังนั้น สิ่งที่บริษัทต้องทำคือการสื่อสารให้เข้าถึงลูกค้าเพื่อให้เกิดความต้องการให้มากที่สุด ตั้งแต่ขั้นตอนของการหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ ผ่านรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโฆษณา อินฟลูเอนเซอร์ให้ลูกค้าเห็นได้มากที่สุดและกระตุ้นลูกค้าเข้ามาในช่องทางของแบรนด์จนเกิดการซื้อขายและตอบโจทย์ความต้องการ
ผ่านบริการที่ดีในที่สุด และการนำระบบ CRM ที่เรียกว่า แปซิฟิกาพอยต์ เข้ามาใช้ควบคู่กับการขายอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม โปรโมชั่นต่าง ๆ รวมถึงสะสมพอยต์เพื่อแลกสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ โดยปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ราว 4 แสนราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ที่ผ่านมาช่วงที่โควิดมีการระบาด มาร์เก็ตเพลซและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้กลายมาเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงลูกค้าและขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราเองก็มีทีมที่ทำการตลาดในแต่ละแบรนด์ โดยเฉพาะ 4 แบรนด์หลักอย่าง Coach, Birkenstock, TAG Heuer และ American Eagle ที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโตขึ้น”
เดินหน้าอัดงบฯรับตลาดฟื้น
นางสาวโศภนาย้ำว่า พร้อมกันนี้บริษัทจะมีการเพิ่มงบประมาณทางการตลาดมากขึ้นในปีนี้ หลังจากตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาบริษัทมีการตัดลดงบฯการตลาดลง ทั้งนี้ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดที่มีมากขึ้น
โดยจะโฟกัสการทำตลาดทุกแบรนด์ แต่วิธีการทำตลาดจะแตกต่างกันออกไปตามโพซิชั่นของแต่ละแบรนด์ ซึ่งในพอร์ตโฟลิโอมีอยู่ 17 แบรนด์ โดยงบฯการตลาดจะอยู่ราว 3-10% การใช้งบฯจะตามการเติบโตและสเกลของแต่ละแบรนด์ สำหรับกลุ่มแบรนด์ใหญ่
อาทิ Coach, Birkenstock, TAG Heuer และ American Eagle จะใช้งบฯมากกว่า 5-10% แล้วแต่สถานการณ์ ขณะที่แบรนด์รอง ๆ ลงมาจะอยู่ภายใต้งบประมาณราว 3-5% ของยอดขาย ส่วนแบรนด์เล็กหากมีฐานลูกค้าที่มีลอยัลตี้ มีการจับจ่ายต่อเนื่อง บริษัทก็พร้อมลงทุนด้านการตลาดเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน
“หลังจากปี 2563 มีการลดคอร์สมาร์เก็ตติ้งไปมาก ปี 2564 ก็เริ่มหันมาใช้งบฯการตลาดมากขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่สำหรับปี 2565 นี้บริษัทจะกลับมาใช้งบฯเต็มที่ เพราะแบรนด์มองว่าถึงเวลาที่ต้องลงทุน เนื่องจากมองเห็นดีมานด์ในตลาดจากกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการสูงต่อเนื่องแม้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19”
ส่วนการขยายสาขาออฟไลน์ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพฯ รอบนอกกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จังหวัดท่องเที่ยว และหัวเมืองใหญ่โดยเฉพาะแบรนด์ Coach, Birkenstock, TAG Heuer และ American Eagle นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายสาขาและรีโนเวตช็อปใหม่ของแบรนด์ Coach เพิ่มเติมด้วย
ปรับราคารับต้นทุนพุ่ง
ผู้อำนวยการกลุ่มบริษัทแปซิฟิกากล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ด้านต้นทุนที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง การดำเนินงาน ทำให้สินค้าแฟชั่นในตลาดโลก รวมถึงในไทยเริ่มมีการปรับราคาขึ้น
ส่วนแบรนด์ในกลุ่มบริษัทแปซิฟิกาเองก็จะปรับขึ้นตามบริษัทผู้ผลิตของแต่ละแบรนด์กำหนด เช่น Birkenstock ที่มีการปรับราคาขึ้นไปแล้ว 2 รอบ รวมแล้วขึ้นประมาณ 20% ปรับราคาครั้งแรกเดือนตุลาคม 2564 และครั้งที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ เวลานี้ การปรับราคาครั้งนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อการแข่งขัน มีเพียงลูกค้าส่วนน้อยที่สอบถามเข้ามา และแบรนด์ TAG Heuer กำลังจะปรับวันที่ 1 เมษายนประมาณ 5%
“การปรับราคาดังกล่าวไม่น่ามีผลกระทบใด ๆ เพราะราคาขายยังคงเท่ากับทางแบรนด์ผู้ผลิตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลูกค้าซื้อสินค้าในประเทศมากขึ้นเพราะการที่เดินทางไม่ได้ในช่วงที่ผ่านมานั้นทำให้ลูกค้าเริ่มเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วราคาขายหลังหักส่วนลดของบริษัทไม่ได้แพงกว่าการซื้อที่ต่างประเทศ
อีกทั้งยังได้รับบริการการขายและการดูแลจากทางร้าน และสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการหลังการขายที่ดีจากทางแบรนด์ ถึงแม้ทางแบรนด์จะมีการปรับราคาสินค้าขึ้น”
ผู้อำนวยการกลุ่มบริษัทแปซิฟิกากล่าวในตอนท้ายว่า แม้ตลาดสินค้าแบรนด์เนมจะได้รับผลกระทบจากเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะนี้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะสามารถคลี่คลายได้และสัญญาณในตลาดจะดีขึ้นอย่างแน่นอน สะท้อนจากดีมานด์ในประเทศตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมายังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ แม้ยอดขายของกลุ่มจะไม่เติบโตเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของบริษัทเป็นกลุ่มชาวต่างชาติ และยังไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ แต่มั่นใจว่าปีนี้จะสามารถสร้างการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา 30-40% อย่างแน่นอน
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มลูกค้าในประเทศเริ่มมีความคุ้นชินกับการซื้อสินค้าแบรนด์เนมในประเทศ โดยแบ่งเป็นยอดขายที่มาจากออฟไลน์ 80% และออนไลน์ 20%