ไฟเซอร์-โมเดอร์นา ก้าวข้ามโควิด เปิดเกมบุกตลาดใหม่ปั๊มรายได้
คอลัมน์ : Market Move
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งไฟเซอร์และโมเดอร์นา 2 ยักษ์แห่งวงการยา สามารถสร้างรายได้ได้อย่างมหาศาลจากการขายวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
แต่ขณะนี้ 2 ยักษ์แห่งวงการกำลังเตรียมปรับทิศทางธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค endemic ที่หลายประเทศกำลังจะประกาศให้โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น ที่จะเป็นผลให้ความต้องการวัคซีนลดลงอย่างรวดเร็ว
สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานถึงการปรับแผนธุรกิจของไฟเซอร์และโมเดอร์นา เพื่อเตรียมตัวรับมือกับยุค endemic ไม่ว่าจะเป็นการเร่งพัฒนายาต้านไวรัสโควิด-19 แบบเม็ด
การโฟกัสกับตลาดบูสเตอร์โดสหรือการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มเสี่ยงมีโอกาสป่วยหนักเมื่อติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอนและสายพันธุ์ย่อย BA.2
แม้ทั้ง 2 รายยังคาดการณ์ว่า ในปี 2565 นี้ บริษัทจะมียอดขายวัคซีนโควิด-19 ระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไฟเซอร์ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และโมเดอร์นา 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม
สำหรับไฟเซอร์ ปีนี้ยาเม็ดต้านไวรัสโรคโควิด-19 หรือแพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) จะขึ้นมาเป็นสินค้าสำคัญควบคู่กับวัคซีน หลังเมื่อเดือนธันวาคมได้รับอนุญาตแบบฉุกเฉินจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ หรือเอฟดีเอแล้ว
พร้อมประเมินว่าปีนี้จะสามารถขายยาแพ็กซ์โลวิดได้ไม่น้อยกว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะกำลังเจรจากับผู้ซื้อกว่า 100 ประเทศ อีกทั้งยาต้านไวรัสชนิดเม็ดนี้ยังมีสัดส่วนกำไรสูงกว่าวัคซีนอีกด้วย
“อัลเบิร์ต บัวร์ลา” ซีอีโอของไฟเซอร์ กล่าวว่า ยอดขายยา Paxlovid อาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากตัวเลขเดิมนี้นับเฉพาะการสั่งซื้อที่เซ็นสัญญาแล้วและกำลังจะเซ็นสัญญาเท่านั้น
นอกจากนี้ ไฟเซอร์ยังอยู่ระหว่างพัฒนาวัคซีนสำหรับต้านไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะ และคาดว่าจะพร้อมใช้งานในเดือนมีนาคมนี้ แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการนำออกมาใช้งานจริง ส่วนวัคซีนสูตรสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุมัติจากเอฟดีเอ คาดว่าจะได้รับการรับรองในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
ด้านโมเดอร์นาให้ความสนใจกับการฉีดบูสเตอร์โดสแบบรายปี เหมือนกรณีของไข้หวัดใหญ่ที่จะมีการฉีดวัคซีนทุกปี ตามเป้าหมายที่จะพัฒนาวัคซีนบูสเตอร์โดสสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจทั้ง 3 แบบ คือ ไข้หวัด, ไวรัส RSV ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง, เชื้อไวรัสโรคโควิด-19
โดยคาดการณ์ยอดขายวัคซีนโควิด-19 ในปี 2565 นี้ไว้ที่ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงประกาศว่าอยู่ระหว่างพัฒนาวัคซีนสำหรับใช้กับเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน รวมถึงเชื้อกลายพันธุ์ตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะ ส่วนวัคซีนไข้หวัดกำลังจะเข้าสู่การทดลองเฟส 3 ตามหลังวัคซีน RSV ที่เริ่มเฟส 3 ไปก่อนหน้าแล้ว
“พอล เบอตัน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของโมเดอร์นา อธิบายว่า โรคโควิด-19 มีแนวโน้มจะกลายเป็นโรคประจำฤดูกาล คล้ายกับโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจตัวอื่น ๆ อย่างไข้หวัด สะท้อนจากอัตราการระบาด จำนวนผู้ที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตในกลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทเริ่มมีแนวโน้มทรงตัว
แม้การเป็นโรคตามฤดูกาลจะทำให้คนหนุ่มสาววัยทำงานไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ในกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ จะยังต้องมีการฉีดวัคซีนสม่ำเสมอโดยหลายประเทศที่เป็นตลาดหลักของบริษัทเริ่มมีเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการนี้แล้ว
สอดคล้องกับความห็นของ “สเตฟาน เบนเซล” ซีอีโอของโมเดอร์นา ที่เปิดเผยว่า หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ต้องการสต๊อกวัคซีนเอาไว้ เนื่องจากเชื่อว่าหลังการระบาดเข้าสู่ช่วงเอ็นเดมิกจะต้องมีการฉีดบูสเตอร์โดสแบบรายปีให้กับกลุ่มเสี่ยง
จึงมีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะสามารถทำยอดขายวัคซีนได้สูงกว่าตัวเลข 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ประเมินไว้ เนื่องจากตัวเลขนี้ยังไม่รวมยอดสั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา และสัญญาสำรองสิทธิการซื้อวัคซีนอีก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่ทำสัญญาไว้สามารถใช้สิทธิได้เมื่อต้องการ และจะทำให้ยอดขายขยับขึ้นเป็น 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ปี 2564 ที่ผ่านมา ทั้งไฟเซอร์และโมเดอร์นาต่างทำกำไรจากการขายวัคซีนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยไฟเซอร์ถือเป็นเจ้าตลาดในสหรัฐและสหภาพยุโรปด้วยส่วนแบ่งตลาด 58% และ 71% ตามลำดับ
ส่วนโมเดอร์นามีส่วนแบ่งตลาด 37% และ 17% ตามลำดับ แม้จะมีส่วนแบ่งตลาดไม่มากนัก แต่สามารถทำให้โมเดอร์นามีรายได้สุทธิสูงถึง 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขาดทุน 747 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาวัคซีน
ทิศทางของทั้ง 2 ยักษ์วงการแพทย์ น่าจะทำให้ปี 2565 นี้ มีตัวเลือกในการรักษาป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นซึ่งต้องรอดูกันว่า แนวทางของรายใดจะประสบความสำเร็จมากกว่ากัน