ถอดบทเรียนกฎหมายหุ้นส่วนกับ ‘ทนายไข่มุก’ สัญญาแบบไหน เซฟทั้งธุรกิจและมิตรภาพ
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ผู้เขียน : สุวัฑ แซงลาด
ในยุคที่การเริ่มต้นทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนหรือคนสนิทกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ SME สิ่งที่มักจะตามมาคู่กับความสำเร็จและความขัดแย้งคือ “ข้อพิพาททางกฎหมาย” ที่หลายครั้งไม่ได้พังทลายแค่ตัวบริษัท แต่ยังทำลายมิตรภาพที่สะสมมานานปี
“ประชาชาติธุรกิจ” เปิดมุมมอง “ทนายไข่มุก-อรนุชญา รุ่งเรืองนพรัตน์” ทนายความสาวที่กำลังได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ถึงมุมมองด้านกฎหมายธุรกิจ ถอดบทเรียนการจัดสรรสิทธิ์หุ้นส่วน การบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจนเทคนิคการรับมือข้อพิพาทอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้คนทำธุรกิจได้นำไปปรับใช้จริง
ความไว้ใจ vs สัญญาธุรกิจ : ทำไมยิ่งรัก ยิ่งต้องทำสัญญา?
เมื่อถามถึงปัญหายอดฮิตว่า ทำไมความไว้ใจจึงมักกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟ้องร้องในอนาคต และสัญญาปากเปล่ามีผลทางกฎหมายเพียงใด ทนายไข่มุกให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า ความไว้ใจคือสิ่งจำเป็นสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจเพราะหากไม่ไว้ใจกันก็ยากจะร่วมงานกันได้ ทว่า เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกัน นั่นแปลว่าทุกคนควรรู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งอาจมีเหตุให้ต้องทะเลาะกัน
“คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าเพื่อนกันไม่ต้องมีสัญญาก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักกัน ยิ่งต้องทำสัญญา เพื่อเปลี่ยนความไว้ใจให้กลายเป็นรูปธรรม”
สำหรับ “3 กฎเหล็ก” สำคัญที่ต้องเขียนไว้ในสัญญาผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันแรกเพื่อปกป้องทั้งธุรกิจและมิตรภาพ ทนายไข่มุกสรุปหลักการง่ายๆ ผ่านสูตร What-When-How ดังนี้
- What (อะไร): ระบุให้ชัดเจนว่าแต่ละคนนำอะไรมาลงหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเงินสด หุ้นแรงงาน ที่ดิน หรือสินทรัพย์ประเภทใด ในรูปแบบไหน
- When (เมื่อไหร่): กำหนดระยะเวลาการทำงาน บทสรุปความรับผิดชอบ และข้อบังคับในสัญญาว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทำไปถึงตรงไหน
- How (อย่างไร): วางโครงสร้างการทำงานจริงอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ทุกคนต่างนำเงินมาลง แต่ไม่มีใครรับหน้าที่ลงมือทำงาน
สินทรัพย์ดิจิทัล-ลิขสิทธิ์ช่องโซเชียล ในทางกฎหมายเป็นของใคร?
ในยุคที่ช่อง YouTube เพจ Facebook หรือลิขสิทธิ์คอนเทนต์กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่ามหาศาล คำถามเรื่องกรรมสิทธิ์ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่ง ทนายไข่มุกชี้แจงหลักกฎหมายพื้นฐานว่า โดยหลักแล้ว “ใครทำ คนนั้นย่อมเป็นเจ้าของ”
อย่างไรก็ตาม ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่มีการทำสัญญาจ้าง สิทธิในสินทรัพย์บนโลกโซเชียลจะระบุไว้ให้ตกเป็นของผู้ว่าจ้างหรือของบริษัท ขึ้นอยู่กับการพูดคุยและข้อตกลงในสัญญาเป็นสำคัญ แต่หากไม่มีสัญญาชัดเจน กฎหมายจะยึดหลักผู้สร้างสรรค์เป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ในกรณีของข้อผิดพลาดที่ SME หรือผู้ประกอบการรายใหม่มักมองข้ามมากที่สุด ทนายไข่มุกสะท้อนว่า คือพฤติกรรม “ทำไปก่อน” โดยขาดการวางแผนและไร้ที่ปรึกษาทางกฎหมาย
“ส่วนใหญ่คิดว่าขอขายไปก่อน ขายดีแล้วค่อยมาวางแผน แต่มารู้ตัวอีกทีตอนที่พีกที่สุด รวยที่สุด หรือเงินเริ่มหายไป ซึ่งมักจะไม่ทันการณ์แล้ว”
หลักฐานดิจิทัล & เทคนิคคุยโทรศัพท์ไม่ให้เสี่ยงถูกแบล็กเมล์
ในส่วนของการเตรียมหลักฐานทางคดีแพ่ง ทนายไข่มุกยืนยันว่า พยานหลักฐานในโลกดิจิทัล อาทิ แชตไลน์ สลิปการโอนเงิน หรืออีเมล ถือเป็นหลักฐานตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีน้ำหนักสูงมาก สามารถชี้ผลแพ้ชนะในชั้นศาลได้เลย เนื่องจากคดีแพ่งยึดพยานเอกสารเป็นสำคัญ
สิ่งสำคัญสำหรับคนทำธุรกิจคือ “ต้องจัดเก็บหลักฐานเป็นไทม์ไลน์ตลอดเวลา” เพราะข้อความแชตและหลักฐานเหล่านั้นยากแก่การโต้แย้ง
สำหรับเส้นแบ่งระหว่างการเก็บหลักฐานกับการแบล็กเมล์ ทนายไข่มุกเน้นย้ำถึงเทคนิคการสื่อสารทางไลน์และการโทรศัพท์ว่าต้องสอดคล้องกัน
“เวลาคุยโทรศัพท์เสร็จ หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆ ให้พิมพ์สรุปส่งไปทางไลน์ทันทีหลังจากวางสาย เพราะหากเกิดข้อพิพาท ศาลจะยึดตามพยานหลักฐานที่เป็นข้อความตัวอักษรด้านบนเป็นหลัก”
หากเกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้นจริง ขั้นตอนแรกเพื่อเซฟตัวเองก่อนตัดสินใจฟ้องร้อง คือการ “ปรึกษาทนายความ” เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติตนและวางรูปคดี ที่สำคัญ คดีความจำนวนมากมีกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย (เช่น 1 เดือน, 3 เดือน, 5 เดือน หรือ 1 ปี) การพบทนายความจึงเป็นก้าวแรกที่จำเป็นที่สุด
กลยุทธ์การไกล่เกลี่ย : นำข้อมูลคุยกันเอง ก่อนพาทำบันทึกข้อตกลง
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการไกล่เกลี่ยกันเองกับการใช้กฎหมายคุยกันตั้งแต่วันแรก ทนายไข่มุกเห็นว่า การไกล่เกลี่ยกันเองประหยัดทั้งเงินและเซฟมิตรภาพได้มากกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าทนายและค่าธรรมเนียมศาล
ส่วนข้อสงสัยที่ว่า การนำทนายความเข้าร่วมเจรจาจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ ทนายไข่มุกเปิดเผยความจริงในวงการว่า หากเปิดฉากด้วยการตั้งท่าว่า “เธอเอาทนายมา ฉันเอาทนายมา” ส่วนใหญ่มักจบไม่สวย
“วิธีที่ถูกต้องคือ ไปปรึกษาทนายความเพื่อเอาข้อมูลทางกฎหมายก่อน แล้วหันหน้าคุยกันเองระหว่างหุ้นส่วน เมื่อไกล่เกลี่ยข้อตกลงได้แล้ว ค่อยนำทนายความมาทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน”
รับมือ “ศาลสังคม” & โครงสร้างค่าบริการของทนายความ
ในฐานะทนายความรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ ทนายไข่มุกระบุถึงหลักการทำงานท่ามกลางกระแสกดดันว่า ต้องใช้ “สตินำและขายความจริง” ยึดกรอบความถูกต้องและความยุติธรรมเป็นหลัก ส่วนการคุมอารมณ์นั้น ต้องยึดหลักธรรมะ พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
สำหรับประเด็นที่ว่า ทนายความที่มีชื่อเสียงมักเรียกค่าว่าความสูงขึ้นนั้น ทนายไข่มุกยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เนื่องจากยุคนี้ไม่ได้มีแค่ศาลยุติธรรม แต่มี “ศาลสังคม” เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก บางครั้งความถูกต้องทางศีลธรรมกับทางกฎหมายอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การแบกรับแรงกดดันจึงสูงกว่าปกติ
อย่างไรก็ดี สำหรับโครงสร้างค่าว่าความของสำนักงานทนายความของเธอนั้น มีหลักการชัดเจน ดังนี้
คิดตามความซับซ้อนและเนื้อหาของงาน: ไม่ได้ยึดตามมูลค่าทุนทรัพย์ สมมติต้องทำงานหลักล้านในคดีทุนทรัพย์แสนเดียว ก็คิดตามเนื้องานจริง หรือคดีมรดก 2,000 ล้านบาท หากไม่ซับซ้อน ก็คิดตามราคาปกติ
ไม่เก็บเปอร์เซ็นต์ (Success Fee): ไม่มีการเรียกเก็บเป็น % จากยอดเงินที่ลูกความได้รับ เนื่องจากมีแนวคำพิพากษาฎีกามองว่าการบวกเปอร์เซ็นต์เพิ่มขัดต่อศีลธรรมอันดี เสี่ยงที่จะไม่ได้เงินและต้องทะเลาะกับลูกความในอนาคต
เหมาจ่ายจบ ไม่เลี้ยงไข้: รับงานเหมาจบแล้วเน้นทำคดีให้เสร็จเร็วที่สุดและมีคุณภาพที่สุด
“คดีมรดก” คดีที่กดดันที่สุด และบทเรียนถึงคนรุ่นใหม่
ทนายไข่มุกเปิดเผยว่า คดีที่สร้างแรงกดดันมากที่สุดคือ “คดีมรดก” เนื่องจากปะปนไปด้วยความรัก ความแค้น และปมในวัยเด็ก โดยเฉพาะในครอบครัวที่ยังมีความเหลื่อมล้ำเรื่องเพศสภาพ
“ทนายความที่ดีต้องไม่ทำตัวเป็นลูกความเสียเอง และไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับคู่ความอีกฝ่าย ห้ามใช้อารมณ์นำ ไม่เช่นนั้นเราจะสู้คดีแบบปิดหูปิดตาและมองไม่เห็นความจริง”
เธอเล่าถึงประสบการณ์เสี่ยงชีวิตเมื่อครั้งต้องไปเปิดพินัยกรรมกลางงานศพตามคำสั่งผู้จัดการมรดก ซึ่งมีทายาทบางส่วนไม่ได้มรดก จนถูกชาวบ้านต่อว่าและไล่ขึ้นรถ สะท้อนให้เห็นว่าในชีวิตจริง ทนายความต้องรับมือกับตรรกะและความไม่เข้าใจของผู้คนมากมาย
คำแนะนำทิ้งท้ายถึงคนรุ่นใหม่
สำหรับคนทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน ให้เปิดอกคุยสัดส่วนให้ชัดเจน ทำสัญญาเป็นกิจลักษณะ เพราะเมื่อทำงานไปถึงจุดหนึ่ง คนเรามักจำคำพูดวันแรกไม่ได้
ส่วนผู้ที่อยากเป็นทนายความ/เปิดสำนักงาน แนะนำให้ไปเป็นลูกจ้างเพื่อเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ให้ช้ำที่สุดก่อน เมื่อพร้อมแล้ว ประสบการณ์จะดันให้เราขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการเอง การทำธุรกิจไม่ง่าย ต้องมีความรู้รอบตัวหลากหลายและทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา