“เอลิส” ขยายพอร์ตลักเซอรี่ ร่วมทุน “จิมมี่ซู”-แตกไลน์จิวเวลรี่ปั๊มยอด
“ดนัย สรไกรกิติกูล” เจ้าพ่อแบรนด์หรูเมืองไทย กางแผน ALIST จัดทัพลักเซอรี่แฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ สู้โควิด หลังยอดขายลดลง 70% ตัดทิ้งแบรนด์ดัง “วาเลนติโน่” พร้อมผนึก JIMMY CHOO ตั้งบริษัทร่วมทุนบุกตลาดเมืองไทย ก่อนเปิดแผน own brand แตกไลน์รีสอร์ตแวร์น้องใหม่ Disaya Vacationist เจาะกลุ่มคนรักการท่องเที่ยว ประกาศส่ง DISAYA JEWELRY รุกตลาดเครื่องเพชร เสริมพอร์ต ลั่นปีหน้ากางแผนเตรียมนำเข้าแบรนด์หรูเพิ่มอีก 3 แบรนด์ หวังผลักดันยอดขายให้ทะลุพันล้านเทียบก่อนโควิด
การระบาดของโควิด-19 และเทรนด์ของตลาดแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดลักเซอรี่แบรนด์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะดิสทริบิวเตอร์
หรือผู้นำเข้าในหลาย ๆ ประเทศที่ต้องเผชิญทั้งปัญหาในประเทศ การแข่งขันที่สูงขึ้น ปัจจัยลบมากมาย รวมถึงบริษัทแม่ในต่างประเทศที่หันมาทำตลาดเองมากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่ม ALIST ดิสทริบิวเตอร์ลักเซอรี่รายใหญ่เมืองไทยที่ต้องมีการปรับทัพรับมือ
ปรับตัวสู้ตลาดเปลี่ยนทิศ
นายดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหารกลุ่ม ALIST ผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าลักเซอรี่แฟชั่นและไลฟ์สไตล์รายใหญ่ อาทิ แบรนด์แฟชั่นและรองเท้าหรู JIMMY CHOO, เสื้อผ้าผู้หญิงแบรนด์หรู DISAYA, เสื้อผ้าสไตล์รีสอร์ตแวร์ Disaya Vacationist, แบรนด์เสื้อผ้ากึ่งยูนิเซ็กซ์ Matter Makers,

กล้องถ่ายรูประดับลักเซอรี่ Leica และแบรนด์ลักเซอรี่เครื่องเคลือบพอร์ซเลน Ginori 1735 เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลยอดขายบริษัทลดลงกว่า 70% และต้องมีการปรับองค์กร-ลีนองค์กร ตัดธุรกิจที่ไม่ทำเงินตามเป้าออกไป
พร้อมทั้งปรับลดกระบวนการทำงานที่ไม่จำเป็น เพื่อทำให้การบริหารงานมีความคล่องตัวและเร็วมากขึ้น ทำให้สถานการณ์ในปี 2564 ผลประกอบการเริ่มดีขึ้น สำหรับแผนงานในปีนี้ บริษัทจะยังคงเดินหน้าโฟกัสทุกแบรนด์ที่มีอยู่ในพอร์ต
ทั้งที่เป็นแบรนด์ไทยที่พัฒนาขึ้นมาเอง และแบรนด์หรูนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมทั้งวางเป้าหมายรายได้ภายในปี 2566 กลับมามีรายได้เทียบเท่าก่อนการระบาดของโควิด-19 หรือมีรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท
นายดนัยยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาธุรกิจแฟชั่นลักเซอรี่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก และหากต้องการจะทำลักเซอรี่แบรนด์ให้เติบโตได้ดี จำเป็นต้องมีการใช้งบประมาณที่สูงขึ้น เพราะตลาดเมืองไทย อดีตเป็นตลาดที่มีแบรนด์ค่อนข้างมากและใช้ดิสทริบิวเตอร์เป็นหลัก
แต่ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากบริษัทแม่ของหลาย ๆ แบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดเอง จึงมีข้อได้เปรียบทั้งในแง่ของมีสินค้าที่มากกว่า ด้วยงบประมาณที่น้อยกว่า เพราะมีเครือข่ายในหลายประเทศ ทำให้ดิสทริบิวเตอร์หลายรายต้องมีการปรับตัวค่อนข้างมาก
“ส่วนปัญหาเรื่องต้นทุนสินค้าในขณะนี้ แม้หลายแบรนด์จะปรับขึ้นราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตลาดลักเซอรี่ไม่ได้มีความกังวลกับการปรับขึ้นราคามากนัก ส่วนใหญ่รับได้ และยังเลือกซื้อสินค้าตามปกติ
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง ชินกับการแต่งตัวสวยงาม และมีพฤติกรรมที่ชื่นชอบการแต่งตัว มีรสนิยมรักสวยงาม ชื่นชอบการแต่งบ้าน ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้สินค้าไลฟ์สไตล์บูมมากขึ้น”
ผนึก “จิมมี่ ชู” บุกเมืองไทย
ผู้บริหารกลุ่ม ALIST กล่าวต่อไปว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทไม่ต่อสัญญากับแบรนด์วาเลนติโน่ (Valentino) ที่มีสินค้ายอดนิยมอย่างรองเท้า และกระเป๋า หลังบริษัทแม่มีนโยบายในการเข้ามาทำตลาดในไทยเอง บริษัทก็ขายสิทธิ์กลับคืนไปให้บริษัทแม่
และปีที่ผ่านมามีการปรับรูปแบบการบริหารงานของจิมมี่ ชู (Jimmy Choo) ในประเทศไทย โดยมีสินค้าหลัก ๆ คือ รองเท้า และกระเป๋า จากเดิมที่บริษัทเป็นดิสทริบิวเตอร์ในประเทศไทย
เป็นการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง Jimmy Choo และ ALIST เปิดบริษัทภายใต้ชื่อ J.Choo (Thailand) จากนี้บริษัทจะเดินหน้าทำตลาดแบรนด์จิมมี่ ชู ในไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน Jimmy Choo มีช็อป Jimmy Choo Boutique Store 3 สาขา ได้แก่ สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี, ดิ เอ็มควอเทียร์ และสยามพารากอน
“เราไม่ได้มองว่าตัวเราจะต้องติดภาพแบบไหน หลายคนอาจจะติดภาพความเป็นคนทำแบรนด์วาเลนติโน่ในไทย แต่ตัวเราเองไม่ได้ยึดติดขนาดนั้น ในส่วนของการทำงานนับจากนี้มองแค่ว่าแบรนด์ไหนมีโอกาส มีศักยภาพในการเติบโตเราก็ทำ
ทั้งการพัฒนาขึ้นมาเอง หรือการนำเข้า และแบรนด์ไหนไม่โตเราก็หยุดทำ แต่จะหันมาขยายไลน์แบรนด์ของบริษัทที่พัฒนาขึ้นมาเอง พร้อมทั้งขยายตลาดส่งออกมากขึ้น พร้อมเพิ่มพอร์ตจิวเวลรี่ขึ้นมา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัท”
เสริมทัพแบรนด์หรูจากอิตาลี
ผู้บริหารกลุ่ม ALIST กล่าวต่อไปว่า สำหรับแบรนด์ที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักในช่วงที่ผ่านมา คือกลุ่มไลฟ์สไตล์แบรนด์ โดยเฉพาะกลุ่มของแต่งบ้านที่มีการเติบโตสูง จากกระแส work from home บริษัทจึงได้นำเข้าแบรนด์ใหม่ Ginori 1735 (จิโนรี 1735) แบรนด์ลักเซอรี่เครื่องเคลือบพอร์ซเลนเก่าแก่กว่า 287 ปี
จากประเทศอิตาลี พร้อมทั้งจับมือกับ “MOTIF” (โมทีฟ) โชว์รูมนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ระดับลักเซอรี่จากทั่วโลก เพื่อวางจำหน่าย Ginori 1735 ณ โชว์รูมโมทีฟ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และช่องทางออนไลน์ เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งลูกค้าผู้ใช้ทั่วไป 80% และลูกค้า B2B ทั้งร้านอาหารและโรงแรม 20%
“คอลเล็กชั่นแรกที่ทำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย คือ Oriente Italiano (ออเรนเต้ อิตาเลียโน่) ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นคลาสสิกตลอดกาลของแบรนด์ ที่นำเสน่ห์วัฒนธรรมตะวันออกมาผสานกับความสง่างามและอัตลักษณ์เครื่องลายครามจากอิตาลี
โดดเด่นด้วยโทนสีพาสเทล และจะมีการเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ทุก ๆ 3 เดือน โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายปี 2565 ไว้ที่ 30 ล้านบาท”
นอกจากนี้ในปีหน้ายังมีแผนนำเข้าเพิ่มอีกราว 3 แบรนด์หรูจากต่างประเทศ หนึ่งในนั้นเป็นการนำเข้ากระเป๋าเดินทางลักเซอรี่จากอิตาลี ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์ที่บริษัทเจรจายังไม่ได้นำเข้าทั้งหมด 3 แบรนด์ แต่ขึ้นอยู่กับโอกาส
ซึ่งหลังจากนี้มองว่าหากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวก็น่าจะกลับมา ซึ่งจะทำให้ดีมานด์สินค้าเครื่องตกแต่งของตลาดลักเซอรี่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมหรูร้านอาหารหรู ที่ต้องการจะนำไปใช้ในการตกแต่งสถานที่ หรือรีโนเวตใหม่
เพิ่มโฟกัส Own Brand
พร้อมกันนี้ ผู้บริหาร ALIST ยังกล่าวถึงธุรกิจ own brand ว่า สำหรับแบรนด์ DISAYA ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ใช้ออกงาน ค็อกเทลเดรส (cocktail dress) หรือชุดสวมใส่ออกงานแบบสั้นเพื่อความคล่องแคล่ว ลองเดรส (long dress) หรือเดรสยาวสำหรับออกงานระดับลักเซอรี่
ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดที่ไม่สามารถจัดงานแต่งงานหรือเฉลิมฉลองได้ ทำให้ต้องลดการผลิตลง ขณะเดียวกันก็แตกไลน์ (spin off) แบรนด์ใหม่ออกมาในรูปแบบรีสอร์ตแวร์ (เสื้อผ้าที่ออกแบบเพื่อการสวมใส่ริมทะเล) ชื่อ Disaya Vacationist วางจำหน่ายในร้าน DISAYA เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี
และเป็นแบรนด์เดียวที่มีแฟชั่นโชว์ออกมาหลายครั้ง และจะมีการจับมือกับโรงแรมชื่อดังหลายแห่งเพื่อทำการตลาด ขณะที่แบรนด์ Matter Makers แบรนด์เสื้อผ้ากึ่งยูนิเซ็กซ์ ก็จะโฟกัสการทำคอลเล็กชั่นสำหรับผู้ชายมากขึ้น
ขณะเดียวกันหากสถานการณ์โควิดคลี่คลายก็มีแผนเตรียมจะนำแบรนด์ DISAYA กลับมาทำตลาดอีกครั้ง เบื้องต้นจะมีการเปิดตัว 4 คอลเล็กชั่นต่อปี นอกจากนี้ยังเตรียมแตกไลน์แบรนด์เครื่องเพชรใหม่ DISAYA JEWELRY ในช่วง 2 เดือนนับจากนี้
“โดยส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ปีนี้ภาพรวมตลาดบวกขึ้นอย่างแน่นอนเพราะทุกคนต้องการกลับไปใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงสถานการณ์ปกติมากที่สุด ทำให้เราเตรียมแผนการรุกตลาดอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของสินค้าที่เป็นดิสทริบิวเตอร์ และสินค้าที่เป็น own brand”