คอลัมน์ : ช่วยกันคืิด ผู้เขียน : ดร. ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา Facebook:NarunOnFintechLaw
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2564 หรือกฎหมายคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และภายในปลายเดือนกรกฎาคม 2566 กฎหมายฉบับนี้ก็จะมีผลใช้บังคับ
เหตุผลที่มีการทอดเวลาการใช้บังคับออกไป ก็เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แม่งานหลักในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ มีเวลาในการร่าง รับฟัง และประกาศใช้กฎและประกาศต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องออกตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกา แต่ก่อนที่เราจะพูดคุยกันถึงกฎหมายฉบับนี้ ขอเท้าความไปถึงที่มาที่ไป หรือความจำเป็นในการมีกฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มกันสักหน่อย
ตั้งแต่วิกฤตโควิดที่ผ่านมา คนไทยเราพึ่งพาการสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เยอะขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงมาตรการล็อกดาวน์เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของไวรัส โดยปี 2564 ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า (DEPA) พบว่าแพลตฟอร์มที่ให้บริการขนส่ง (e-Logistics) โดยเฉพาะบริการสั่งและส่งอาหารมีการเติบโตมากที่สุดถึง 57% จากปี 2563
นอกจากนั้น กลุ่มแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ ( e-Commerce) มีการเติบโตสูงเช่นกันถึง 44% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก DEPA คาดว่า ธุรกิจในกลุ่มนี้จะเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ จนในปี 2567 หรือปีหน้านี้เองจะมีมูลค่าของอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศไทยรวมกันทั้งหมดกว่า 6.7 แสนล้านบาท เรียกได้ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจได้อย่างมากแน่นอน
หากเรามาพิจารณาความสัมพันธ์ทางกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มจะพบว่า อาจมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มให้บริการสั่งและส่งอาหารก่อน ตัวแพลตฟอร์มเองไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้า (ผู้ผลิตสินค้าคือร้านอาหาร) และก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในฐานะผู้ให้บริการส่งอาหารกับผู้บริโภค แต่เป็นเพียงผู้รับคำสั่งซื้อและส่งต่อคำสั่ง และเป็นผู้จัดการคิวการให้บริการส่งสินค้าเพียงเท่านั้น
ซึ่งหากท่านผู้อ่านสนใจ อยากให้ลองไปอ่านข้อกำหนดการให้บริการของแพลตฟอร์มสั่งและส่งอาหารในบ้านเรา จะพบว่ามีการกำหนดสถานะของตัวเองไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นเพียงคนกลาง ไม่มีความรับผิดชอบใด ๆ ต่อผู้บริโภคในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่สั่ง
ผู้บริโภคมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายโดยตรงกับร้านอาหาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่ง แพลตฟอร์มเกือบทุกรายมักอ้างในสัญญาว่าเป็นเพียงผู้จัดคิวหรือ booking agent สำหรับผู้ให้บริการขนส่งเท่านั้น
ด้วยเหตุที่แพลตฟอร์มส่วนใหญ่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ขายหรือผู้ส่งโดยตรง จึงมีแนวความคิดที่ว่า รัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ากำกับดูแล หรือควบคุมการประกอบธุรกิจ เนื่องจากเป็นเพียง “ตลาด” หรือพื้นที่ให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเท่านั้นเอง !
เอ แล้วมันจริงอย่างที่เขาอ้างกันมั้ยครับ (อย่างไรก็ดี ในต่างประเทศบางแพลตฟอร์มอาจจะมีการให้บริการขายสินค้าหรือให้บริการขนส่งเองด้วย เช่น Amazon Warehouse และ Amazon Logistics เป็นต้นครับ)
หากพิจารณาแนวทางการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ใช้ประกอบการให้บริการ จะพบว่าแพลตฟอร์มส่วนใหญ่เป็นมากกว่าแค่ตลาด หรือพื้นที่ให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน เนื่องจากมีการจัดการส่งเสริมการขายผ่านการควบคุมระบบการค้นหาสินค้า การวิเคราะห์ประวัติการค้นหา หรือซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า เพื่อแนะนำสินค้าและบริการที่ลูกค้ารายนั้นอาจจะสนใจ
นอกจากนั้น ยังอาจมีการควบคุมและคัดเลือกผู้ขายและผู้ให้บริการ เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าเหนือแพลตฟอร์มคู่แข่งอื่น ๆ เป็นต้น ดังนั้น หากจะกล่าวว่า แพลตฟอร์มเป็นเพียงตลาดหรือพื้นที่เพื่อให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน อาจจะเป็นการสรุปที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าใดนัก
ด้วยบทบาทของแพลตฟอร์มที่มีต่อระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้ หลายประเทศมีการออกกฎหมายใหม่ หรืออยู่ในระหว่างการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเดิม เพื่อกำกับดูแลให้แพลตฟอร์มประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีการแข่งขันที่เสรี แต่เป็นธรรม นอกจากนั้น ยังมีการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก หรือผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่พึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านี้ในการทำมาหากินอีกด้วย
ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดของธุรกิจแพลตฟอร์มของโลก เน้นการใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า (antitrust legislation) ในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ไม่ให้มีการประกอบธุรกิจในลักษณะให้ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมีอำนาจเหนือตลาดมากจนเกินไป
ซึ่งปัจจุบันสภาคองเครสกำลังพิจารณาร่างกฎหมายทั้งหมด 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลไม่ให้แพลตฟอร์มและบริษัทดิจิทัลยักษ์ใหญ่มีอำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม
สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องลูกจ้างหรือผู้ให้บริการ เช่น บริการรับส่งสินค้า โดยเฉพาะกฎหมายแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกาปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลในแต่ละมลรัฐ โดยรัฐบาลกลางไม่มีส่วนเข้าไปแทรกแซงโดยตรง
ในสหภาพยุโรป สภานิติบัญญัติแห่งสหภาพยุโรปเพิ่งผ่านกฎหมายสำคัญในเรื่องนี้สองฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยบริการดิจิทัล (Digital Services Act) โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา
ธุรกิจที่อยู่ภายใต้นิยามของคำว่า “แพลตฟอร์มออนไลน์” ต้องเปิดเผยจำนวนผู้ใช้งาน (active users) ให้หน่วยงานกำกับดูแลใช้เป็นข้อมูล เพื่อประกาศรายชื่อแพลตฟอร์มที่มีขนาดใหญ่และต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติและกฎระเบียบเป็นการเฉพาะต่อไป
นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายว่าด้วยตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำกับดูแลแพลตฟอร์มที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค หรือ Gatekeepers รัฐบาลสหภาพยุโรป (European Commission) มีอำนาจในการประกาศแพลตฟอร์มที่เป็น Gatekeepers ซึ่งต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายภายในเดือนกันยายน ศกนี้
แล้วประเทศไทยละครับ กฎหมายแพลตฟอร์มบ้านเราที่กำลังจะมีผลใช้บังคับมีบทบัญญัติในลักษณะใดบ้าง ขอให้ติดตามต่อในตอนต่อไปครับ