Thailand OS 1.0 ถอดรหัส ‘บั๊ก’ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไปไม่สุด
Electronic Circuit Board
คอลัมน์ : นอกบท
ผู้เขียน : ศรัณย์วุฒิ ตรรกพงศ์
ที่ปรึกษาอาวุโสธนาคารโลก [email protected]
เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบได้กับคอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ทรงพลัง แต่กลับทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ เพราะขับเคลื่อนด้วย “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ที่ล้าสมัย แม้จะมีความพยายามอัดฉีดงบประมาณ (เหมือนการเพิ่ม RAM) เพื่อกระตุ้นระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นการทำงานที่เชื่องช้า (Lag) และตามหลังเครื่องอื่น ๆ ในภูมิภาค
สภาวะ “ไปไม่สุด” นี้ไม่ได้เกิดจากฮาร์ดแวร์ที่ขาดศักยภาพ แต่เกิดจาก Operating System ของประเทศที่เป็นแนวการดำเนินการของภาครัฐและระบบเศรษฐกิจที่ล้าหลัง ซึ่งกำลังทำให้ระบบแฮงและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างช้า ๆ หากต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศนั้น เราต้องการกรอบการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งกว่าการมองแค่ตัวเลข GDP และจำเป็นต้องเริ่มจากการหา “บั๊ก” ของระบบนี้ให้พบ
หนังสือ Why Nothing Works ของ Marc J. Dunkelman นักคิดที่ Brown University อธิบายข้อจำกัดที่ฝังลึกในภาครัฐ นั่นคือ รัฐพร่ำพิธี (Process-Obsessed State) ที่มี “Veto-Cracy” ซึ่งเป็นระบบที่ทุกการตัดสินใจต้องผ่านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากเกินความจำเป็น แต่ละกลุ่มมีอำนาจในการคัดค้านหรือทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป
ผลลัพธ์คือ ความเฉื่อยชาเชิงสถาบัน โครงสร้างและกฎระเบียบ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุล ได้ขยายตัวและซับซ้อนขึ้นจนทำให้เกิดภาวะที่การตัดสินใจที่จะ “หยุด” หรือ “ชะลอ” โครงการต่าง ๆ ทำได้ง่ายกว่าการ “สร้าง” หรือ “ริเริ่ม” สิ่งใหม่ ๆ ขึ้น สภาวะดังกล่าวเปรียบเสมือน “บั๊ก” ในระบบ
หนังสือ Abundance โดย Ezra Klein และ Derek Thompson ซึ่งเป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งของ The New York Times ชี้ว่าเรามักให้ความสำคัญกับ “ฝั่งอุปสงค์” (Demand-Side) มากเกินไป เช่น การกระตุ้นการใช้จ่าย การแจกเงินเพื่อหวังผลระยะสั้น เป็นต้น แต่มองข้ามหัวใจที่แท้จริงของความมั่งคั่ง นั่นคือ “ฝั่งอุปทาน” (Supply-Side) หรือก็คือความสามารถของประเทศในการผลิตและส่งมอบสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ
เมื่อผนวกแนวคิดของหนังสือ 2 เล่มเข้าด้วยกัน ระบบปฏิบัติการของประเทศ หรือ “Thailand OS 1.0” จึงมีปัญหาหลัก 2 ชั้น : (1) ระบบที่เฉื่อยชาของ Process-Obsessed State ทำให้โครงการลงทุนที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศที่เปรียบเหมือน “ซอฟต์แวร์อัพเดต” เช่น การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดเสรีทางการค้าและบริการ การปฏิรูประบบการศึกษา เป็นต้น
ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความล่าช้า และต้นทุนที่บานปลาย จนหมดแรงขับเคลื่อนไปในที่สุด และ (2) ระบบทำให้เราชินกับการบริหารความขาดแคลน ให้ความสำคัญกับ “ฝั่งอุปสงค์” (Demand-Side) มากเกินไป เช่น การกระตุ้นการใช้จ่าย การแจกเงินเพื่อหวังผลระยะสั้น เป็นต้น แต่มองข้ามหัวใจที่แท้จริงของความมั่งคั่ง นั่นคือ “ฝั่งอุปทาน” (Supply-Side) หรือก็คือความสามารถของประเทศในการผลิตและส่งมอบสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาดในที่ราคาเข้าถึงได้ โครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ระบบการศึกษาที่สร้างทักษะแห่งอนาคต หรือการให้บริการสาธารณสุขที่ทั่วถึง
จากกรอบความคิดนี้ “Veto-Cracy” คือ “บั๊ก” ในระบบปฏิบัติการที่ขัดขวางการทลายข้อจำกัดฝั่งอุปทาน และยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การติดตั้งแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ ที่เป็นเครื่องผลักดันเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทุกความล่าช้าดังกล่าวนั้น มีต้นทุนแฝงอยู่ ซึ่งก็คือ “ภาษีแห่งความเฉื่อยชา” ที่ผู้ใช้งานในประเทศทุกภาคส่วนต้องร่วมกันจ่ายโดยไม่รู้ตัว ภาษีนี้ไม่ได้ปรากฏในเอกสารงบประมาณ แต่สะท้อนผ่านโอกาสที่หายไป Productivity ที่หยุดนิ่ง และประสิทธิภาพของระบบที่ลดลง อาการ “จอฟ้า” ของระบบนี้ปรากฏชัดในหลายส่วนสำคัญ
1.ประเทศไทยมีฮาร์ดแวร์ (แสงแดด) แต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกลับเชื่องช้า ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่กฎระเบียบการขอใบอนุญาตที่ซับซ้อน การเข้าถึงโครงข่ายสายส่งที่ไม่เปิดกว้าง และโครงสร้างตลาดที่จำกัดการแข่งขัน ทำให้เราต้องบริหาร “ความขาดแคลนเทียม” (Artificial Scarcity) ของพลังงานสะอาดราคาถูก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการผลิตขั้นสูง เข่น Data Center เป็นต้น
2.โครงการ EEC เปรียบเหมือนการพยายามติดตั้งซอฟต์แวร์แพ็กเกจขนาดใหญ่ แต่เมื่อต้องเผชิญกับระบบปฏิบัติการเดิม กลับต้องเผชิญกับความล่าช้าในการอนุมัติและ “โปรโตคอล” ต่าง ๆ ในโลกของการลงทุน เวลาคือเงิน การอนุมัติและผลักดันโครงการที่ล่าช้าซ้ำซาก ไม่เพียงแต่ทำให้การติดตั้งเริ่มต้นช้า แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และลดทอนประสิทธิภาพของโครงการในระยะยาว
3.นวัตกรรมจะเบ่งบานได้ดีที่สุดในระบบที่เปิดกว้าง แต่ในไทย หลายตลาดยังถูกครอบงำโดย “แอดมิน” ไม่กี่รายที่ได้รับการปกป้องด้วย “ไฟร์วอลล์” (Firewall) ที่กีดกันผู้ใช้ใหม่ แอดมินใช้สิทธิ์ที่มีอยู่ในการขัดขวางการอัพเดต “กฎ” ที่จะนำไปสู่การแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ทำตัวเสมือนโปรแกรมเก่าที่ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาและอัพเดตตัวเอง ขณะที่ “สตาร์ตอัพ” ที่มีศักยภาพกลับไม่สามารถเข้าถึงระบบได้
ตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาดที่ถูกแช่แข็ง โครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งไม่สมบูรณ์ หรือกำแพงที่กีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ ล้วนไม่ใช่ “บั๊ก” เฉพาะจุด แต่เป็นอาการที่เชื่อมโยงกันของระบบปฏิบัติการที่ล้าสมัย
บทเรียนจาก Why Nothing Works และ Abundance ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าอึดอัดว่า “บั๊ก” ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไปไม่สุดนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับจูนเพียงเล็กน้อย เพราะมันคือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของ Thailand OS 1.0 ที่ให้รางวัลกับการอยู่นิ่ง ๆ มากกว่าการสร้างสรรค์ และลงโทษผู้ที่พยายามริเริ่มสิ่งใหม่ด้วย “ภาษีแห่งความเฉื่อยชา”
ทางออกจึงไม่ใช่การพยายามซ่อมแซมระบบเดิม แต่คือการยอมรับว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้อง “อัพเกรด” ไปสู่ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของประเทศไทยและคนไทย และรองรับแอปพลิเคชั่นแห่งอนาคต นั่นคือภารกิจของการติดตั้ง “Thailand OS 2.0”
ความเห็นและข้อวิเคราะห์ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่ได้สะท้อนท่าทีหรือจุดยืนของธนาคารโลก