หัวละ 7,500 แล้ว ?!
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
สังคมไทย วิพากษ์วิจารณ์ถึงข่าวตัวเลขซื้อเสียงในการเลือกตั้งทะลุไปถึงหัวละ 7,500 บาท ที่มาของตัวเลข มาจากผลสำรวจของคณะทำงานต้านทุจริต ในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า มีการซื้อเสียงในราคาต่าง ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละภาค โดยซื้อเสียงสูงสุดในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล หัวละ 7,500 บาท ซึ่งสูงมาก ต่อมามีนักการเมืองนำไปปราศรัยบนเวทีหาเสียงและให้สัมภาษณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต. ถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ระบุว่าขณะนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้เงินซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ปี’69 เป็นจำนวนมาก ตนเห็นว่าการรณรงค์ให้คนออกมาเลือกตั้ง ไม่เป็นประเด็นหรือมีข้อกังวลแล้ว เพราะดูสถานการณ์ ผู้ออกมาใช้สิทธิไม่น่าจะน้อยกว่าปี 2566 คือมากกว่า 75% จึงขอให้ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค นอกจากรณรงค์ให้คนมาใช้สิทธิแล้ว ควรเน้นไปที่การออกเสียงที่สุจริต ไม่เลือกเพราะมีคนให้เงิน หรือไม่รับเงิน
ซึ่งการรับเงินนอกจากจะมีโทษแล้ว ยังเป็นภัยต่อประเทศชาติและระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย ด้านสืบสวน สอบสวน ควรเน้นการป้องกัน ป้องปราม ไม่ให้เกิดการซื้อเสียง นอกจากจะเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ยังจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสำนักงานด้วย
นายแสวง บุญมี ยังกล่าวว่า กกร.เผยผลสำรวจระบุว่า มีการซื้อเสียงกันดุเดือด ขั้นหัวละ 7,500 บาท เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กกต. ต้องขยับตัวเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าว กกต.มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น การข่าวของ กกต.รับรู้ข้อมูลอยู่ แต่ไม่ทราบจำนวนเงินที่แน่นอน อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชนเอง เป็นหน้าที่ของ กกต.ต้องจัดการ ต้องทำให้เรื่องพวกนี้ไม่มีนัยสำคัญต่อการลงคะแนน หรือไม่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนชนะการเลือกตั้งได้
ส่วน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำหน้าตกใจ หลังทราบข่าวซื้อเสียง 7,500 บาท บอกนักข่าวว่า รู้ตัวบอกหน่อย จะซื้อเขาควายสวมให้
เป็นหน้าที่ของ กกต. และผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงพรรคการเมืองและนักการเมือง จะต้องช่วยกันหาข้อเท็จจริงมายืนยันว่าการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และมีผลต่อการเลือกตั้งอย่างไร การเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน จะทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง
รัฐบาลที่ซื้อเสียงเข้ามา ย่อมขาดความชอบธรรมในการทำหน้าที่ และยังนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อถอนทุนที่ลงไปในการเลือกตั้ง และจะมีผลไปถึงเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ ดังนั้นในเวลาที่เหลืออยู่ก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 กกต.และหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องหามาตรการมาป้องกันการซื้อขายเสียงอย่างเด็ดขาดและจริงจัง