แล้งกลางฝน วิกฤตหนักเกษตรกร

คอลัมน์ สามัญสำนึก

โดย ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

 

แม้จะมีฝนตกลงมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จากอิทธิพลของพายุโซนร้อนวิภา ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังแรงทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์น้ำโดยรวมของประเทศก็ยังตกอยู่ในภาวะวิกฤต หากไม่มีพายุลูกใหญ่พัดเข้ามาในประเทศช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ น้ำที่เหลืออยู่ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลางทั่วประเทศจะมีไม่เพียงพอต่อการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งของปี 2563

โดยสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก 4 แห่งของประเทศ (ภูมิพล-สิริกิติ์-แควน้อยบำรุงแดน-ป่าสักชลสิทธิ์) ซึ่งมีผลต่อการอุปโภคบริโภคน้ำกินน้ำใช้และพื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพมหานครโดยตรง ขณะนี้เหลือน้ำใช้การได้จริงแค่ 1,045 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 6 เท่านั้น ในขณะที่อ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ภาคอีสานหลายแห่งก็เหลือปริมาตรน้ำใช้การได้น้อยมาก ๆ อาทิ เขื่อนน้ำพุง 25 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 16, เขื่อนจุฬาภรณ์ 5 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 4, เขื่อนลำนางรอง 21 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 18, เขื่อนลำพระเพลิง 21 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 14 และเขื่อนอุบลรัตน์ -29 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ -2

ในขณะที่เขื่อนลำปาวมีปริมาตรน้ำใช้การได้จริงคงเหลือมากที่สุด คือ 354 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 19 และเป็นเขื่อนเดียวที่ยังปล่อยน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในระดับ 4.32 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนในภาคอีสานที่เหลือแทบไม่มีการระบายน้ำออกมาเลย (ระบายอยู่ระหว่าง 0.03-0.33 ล้าน ลบ.ม./วันเท่านั้น)

ที่สำคัญก็คือ ปริมาณน้ำไหลลงอ่างซึ่งหมายถึงการได้รับน้ำจากพายุหรือฝนตกหนักเหนือเขื่อนแทบทั้งหมดในภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมไปถึงเขื่อนหลักอย่างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้นเรียกได้ว่า “แทบไม่มีน้ำไหลลงอ่างเลย” ยกเว้นเขื่อนสิริกิติ์ที่ยังมีน้ำไหลลงอ่างอยู่บ้างประมาณวันละ 15 ล้าน ลบ.ม. นับเป็นเขื่อนสำคัญที่ช่วยระบายน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มเจ้าพระยาอยู่ในทุกวันนี้

แน่นอนว่าในตอนนี้เกษตรกรกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบหลังจาก “ภัยแล้งกลางฤดูฝน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเกษตรกรที่อยู่ในระบบชลประทานที่รอการระบายน้ำจากเขื่อน และเกษตรกรที่รอน้ำฝนอย่างเดียว ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกมาตรการ “เยียวยาระยะสั้น” เท่าที่ทำได้ออกมาช่วยเหลือ ได้แก่ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1,600 ล้านบาท ผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ให้สมาชิกสหกรณ์กู้รายละไม่เกิน 30,000-50,000 บาท (ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ระยะเวลา 3-5 ปี) แบ่งเป็น 3 โครงการ คือ

1) โครงการส่งเสริมอาชีพสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง วงเงิน 600 ล้านบาท (สมาชิกกู้ยืมเพื่อพัฒนาอาชีพกับกู้ยืมเพื่อจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร)

2) โครงการจัดหาแหล่งน้ำให้สมาชิกสหกรณ์ วงเงิน 400 ล้านบาท และ 3) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ วงเงิน 600 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงการคลังว่าด้วยการประกาศเขตภัยพิบัติ (ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท-พืช ไร่ละ 1,148 บาท-พืชสวน และอื่น ๆ 1,690 บาท) รายละไม่เกิน 30 ไร่ และโครงการประกันภัยข้าวนาปี-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะได้รับการช่วยเหลือ ไร่ละ 1,260-1,500 บาท นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังมีสินเชื่อเงินด่วนเพื่ออาชีพ สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อใช้จ่ายประจำวันรายละไม่เกิน 50,000 บาท กับสินเชื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบภัยรายละไม่เกิน 500,000 บาท รวมไปถึงมาตรการพักชำระหนี้เงินต้น 3 ปี หรือ 1 รอบการผลิต

แต่กลับกลายเป็นว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้งได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงหรือไม่ เนื่องจากมาตรการที่ออกมาเป็นมาตรการที่รัฐบาลใช้ปฏิบัติตามภาวะ “แล้งปกติ” ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ใช่การช่วยเหลือจากสถานการณ์ภัย “แล้งพิเศษ” ที่หนักหนาสาหัสในรอบหลาย ๆ ปีที่เคยประสบกันมาอย่างเช่นที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

Previous articleพรุ่งนี้น้ำมันลด!! เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 0.50 บ./ลิตร , E85 0.30 บ./ลิตร , ดีเซล-HSD-B10-HSD-B20 0.40 บ./ลิตร
Next articleปตท. ชี้แจงข่าว PTTOR ชะลอระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่จริง!