เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ดูทั้งหมด

โควิด-19 น่ากลัวมากเพียงใด เทียบสถิติ “ติดเชื้อ-เสียชีวิต” ทั่วโลก

27 ก.ย. 2563 | 08:00น.
healthy aging : ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563 ผมเห็นข่าวของบีบีซีแจ้งว่า ประเทศอังกฤษกำหนดให้ประเทศสิงคโปร์และประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศดังกล่าวไม่ต้องกักตัว “quarantine-free” เมื่อเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ (แต่คนไทยที่เดินทางไปเที่ยวประเทศอังกฤษคงต้องเตรียมการอย่างรอบคอบในการเดินทางกลับมายังประเทศไทย และคงต้องกักตัว 14 วัน)

ผมมีความเห็นว่า แนวคิดของคนไทย ณ วันนี้นั้น กลัวโควิด-19 มากกว่าโรคอื่น ๆ ทุกโรค และดูเหมือนว่าต้องการให้ประเทศไทยอยู่อย่างปราศจากโควิด-19 ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่กำลังปรับตัวให้อยู่ให้ได้ กับการระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ในขอบเขตที่ระบบสาธารณสุขรับมือได้ เพราะการปิดประเทศเพื่อปลอดโควิด-19 นั้น จะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงเกินกว่าคนส่วนใหญ่ในหลายประเทศจะยอมรับได้

ผมได้คัดตัวเลขการติดเชื้อและการเสียชีวิตของประชาชนในประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา มาเปรียบเทียบกับประเทศไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการอยู่กับโควิด-19 กับการอยู่โดยปราศจากโควิด-19 นั้น แตกต่างกันอย่างไร ดังปรากฏในตาราง

ที่เลือกประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ก็เพราะว่าประเทศดังกล่าวเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และยังมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย กล่าวคือ อังกฤษมีประชากร 67.95 ล้านคน เยอรมนี 83.83 ล้านคน และฝรั่งเศส 65.30 ล้านคน แต่จะเห็นได้ว่าตัวเลขการติดเชื้อใหม่รายวันในช่วงต้นเดือนกันยายนอยู่ในระดับที่สูงมาก เช่น 1,700 รายที่ประเทศอังกฤษ 1,430 รายที่ประเทศเยอรมนี 7,720 รายที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเทียบกับประเทศไทยไม่ได้เลย เพราะภายในประเทศไทยนั้นปลอดเชื้อมาหลายเดือนแล้ว

ที่สำคัญคือในประเทศดังกล่าวก็ยังมีการเสียชีวิต เพราะโควิด-19 ทุกวัน เช่น 11 คนที่อังกฤษ 8 คนที่เยอรมนี และ 21 คนที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งผมกลับเชื่อว่าหากประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อในประเทศ (โดยที่ยังไม่ต้องเสียชีวิต) ก็คงจะเกิดความตื่นตระหนก และความปั่นป่วนอย่างกว้างขวาง แต่เราแทบจะไม่ได้เห็นรายงานอันใดเลย ที่แสดงความเป็นห่วงกับการตายเพราะโควิด-19 เป็นหลักสิบในประเทศดังกล่าว

ส่วนในกรณีของประเทศสหรัฐนั้นถือได้ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 47,000 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 วันละ 1,100 คน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาของสหรัฐมีความน่าเชื่อถือสูง คือ Dr.Anthony Fauci เคยกล่าวว่า อยากเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ ในสหรัฐลดลงเหลือ 10,000 รายต่อวัน

ประเด็นคือประเทศสหรัฐมีประชากรมากกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า ดังนั้น หากเราย่อส่วนประเทศสหรัฐให้มีประชากรเท่ากับประเทศไทย ก็ย่อมแปลได้ว่าสหรัฐ (ที่ย่อส่วนมาเท่ากับไทย) จะพึงพอใจหากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ วันละ 2,000 คน และมีผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 “เพียง” 220 คน (1,100/5) ต่อวัน ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยคงจะทำอะไรไม่ถูก หากประเทศไทยอยู่ในสภาวะดังกล่าว

แล้วทำไมหลายประเทศที่ไม่ใช่ประเทศไทยจึงคิดว่า ประชากรของเขาจะสามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้ ?

คำตอบแรกคือ สถิติล่าสุดสะท้อนว่าผู้ที่เสียชีวิตต่อจำนวนผู้ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ (case fatality rate หรือ CFR) นั้น ลดลงไปมาก เป็นครั้งแรกที่โควิด-19 ระบาดหนักในสหรัฐ และยุโรปในเดือนเมษายนนั้น CFR สูงถึง 8.5% แต่เมื่อเวลาผ่านไป มาถึงเดือนสิงหาคมก็พบว่า CFR ลดลงเหลือเพียง 2.1%

จริงอยู่ จำนวนผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้จากโควิด-19 นั้น สูงกว่า 900,000 คนแล้ว และจำนวนมีแต่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า มนุษย์เสียชีวิตเพราะโรคติดต่อทุกชนิดบนโลกนี้ไปแล้ว 9,000,000 คน ตั้งแต่ต้นปีนี้ ถึงปลายเดือนกันยายน

กล่าวคือผู้ที่เสียชีวิตเพราะโควิด-19 นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคติดต่อทุกชนิด แต่ไม่มีใครเลยที่ทราบว่า โรคติดต่ออื่น ๆ นั้นเป็นโรคอะไรบ้าง และก็คงไม่ได้รับรู้หรือเกรงกลัวโรคดังกล่าวแต่อย่างใด แม้ว่าจะคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 90% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ผมจึงสรุปว่า มนุษย์ โดยเฉพาะคนไทย กลัวโควิด-19 เกินกว่าข้อเท็จจริงอย่างมาก

แต่ความกลัวก็คือความกลัว และกรณีของโควิด-19 นั้น คงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการที่โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวาง กับอวัยวะสำคัญของร่างกาย และกำลังกลายพันธุ์ ทำให้ติดต่อได้ง่ายขึ้น ตลอดจนภูมิคุ้มกันก็อาจอยู่ได้เพียงระยะสั้น ๆ ฯลฯ

ดังนั้นจึงควรจะมาดูรายงานวิจัยว่า โควิด-19 นั้นเป็นอันตรายอย่างไร และเป็นอันตรายมากน้อยเพียงใด

ประเด็นสำคัญที่ผมต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งคือ ข้อมูลที่ชัดเจนว่าสัดส่วนผู้เสียชีวิตต่อจำนวนผู้ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ หรือ CFR นั้นลดลงอย่างมาก จาก 8.5% เป็น 2.1% ซึ่ง CFR ลดลงอย่างมากในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศอังกฤษนั้น ในเดือนเมษายนพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ประมาณ 4,000-5,000 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิต 1,000 รายต่อวัน แต่ในเดือนกันยายน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณวันละ 3,000-4,000 คน ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเหลือเพียง 10-15 คนต่อวัน

แสดงให้เห็นว่าคงมีการตรวจสอบคัดกรองผู้ที่อยู่ในข่ายน่าสงสัยมากขึ้น และการรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตคนไข้นั้น ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นอย่างมากเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ค้นพบยารักษาที่ฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างราบคาบ หรือค้นพบวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวแต่อย่างใด

คำถามคือแนวทางการบำบัดรักษาโควิด-19 นั้นพัฒนาไปอย่างไร จึงทำให้สัดส่วนผู้เสียชีวิตลดลงอย่างมาก ซึ่งแปลว่าโควิด-19 จะไม่อันตรายและน่ากลัวอย่างที่เคยเป็น เมื่อเดือนเมษายน แม้จะมีโอกาสที่จะมีการระบาดรอบสอง ก่อนจะพยายามหาคำตอบ ผมต้องขอกล่าวถึง อีกตัวแปรหนึ่งที่สำคัญมากกว่า CFR คือ infection fatality rate (IFR) ได้แก่ จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั้งหมดหารด้วย จำนวนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ทั้งหมด ทั้งผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อและผู้ที่ไม่เคยไปตรวจ (และคงไม่มีอาการ) แต่ติดเชื้อดังกล่าวแต่หายขาดไปแล้ว

IFR นั้นจะเป็นตัวเลขที่เล็กกว่า CFR อย่างมีนัยสำคัญ เพราะในหลายกรณี อาจมีการตรวจเชื้อได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีอาการไข้เพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้ไปตรวจเชื้อ ผมได้พยายามไปสืบหา การประเมิน IFR ในเชิงวิชาการ (โดยอาศัยการทดสอบเลือดที่เรียกว่า serology test เพื่อตรวจว่าร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในเลือดที่เรียกว่า antibodies หรือไม่) ก็พบว่าองค์การอนามัยโลก สรุปว่า IFR อยู่ที่ประมาณ 0.5-1.0% ในขณะที่ US CDC (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดของสหรัฐ) ประเมิน IFR ที่ 0.65%

แปลว่าหากการประเมินทางวิชาการดังกล่าวถูกต้อง และปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ไปแล้ว 950,557 คน (ตัวเลข ณ วันที่ 18 กันยายน 2563) ก็แปลว่าจำนวนผู้ที่ติดเชื้อและเป็นโควิด-19 นั้น ไม่ใช่ 30.35 ล้านคน (อันนี้เป็นจำนวนผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบและยืนยันแล้วว่าติดเชื้อ) แต่จำนวนผู้ที่ติดเชื้อในโลกนี้น่าจะเท่ากับ 950,557/0.0065 เท่ากับ 146.24 ล้านคน หรือมากขึ้นอีกเกือบ 5 เท่า ของตัวเลขที่รายงานกันเอาไว้ที่ 30 ล้านคน

จากการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมานั้น ผมสรุปได้ดังนี้ว่า การตั้งชื่อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ว่าเป็น SARS-COV-2 นั้น อันที่จริงไม่ถูกต้องนัก เพราะ SARS-COV-2 ย่อมาจาก Severe Acute Respiratory Syndrome-Corona Virus-2 แปลว่า อาการระบบหายใจล้มเหลวอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน

ซึ่งก็เป็นความจริงที่ไวรัสนี้เข้ามาสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจ (จากจมูกเข้าไปที่หลอดลมและปอด) และไวรัสจะเข้าไป “สิง” ที่เซลล์ของปอดก่อน แต่งานวิจัยระยะหลังนี้พบว่า ผู้ที่มีอาการหนักและเสียชีวิตนั้นมักจะเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) บกพร่อง ทำงานช้าเกินไป และเมื่อถูกจุดติดให้ทำงานก็ทำงานแบบ “สติแตก” หรือ cytokine storm ทำลายทั้งเซลล์ที่ถูกไวรัสสิงและเซลล์ปกติ จึงทำลายอวัยวะสำคัญ ๆ ของร่างกายพร้อมกันไปด้วย

ทำให้มีการแทรกซ้อนมากมาย เช่น หัวใจวาย สมองเสื่อม เส้นเลือดรั่ว ฯลฯ ซึ่งส่วนที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันนั้น ดังนั้น ผมจะขอเขียนถึงในครั้งต่อไป แต่สามารถสรุปก่อนได้เลยในครั้งนี้ว่า คนที่เป็นโรคประจำตัวที่ทำให้เสี่ยงจากการเสียชีวิต เพราะโควิด-19 เป็นโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนั้น เป็นเพราะผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง และมีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว

และการดูแลระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและสมบูรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายต้องมีอาการที่เรียกว่า chronic inflammation หรือการอักเสบเรื้อรังนั้นมีความสำคัญยิ่งในการลดความเสี่ยงจากการเกิดอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19 และสามารถทำได้โดยการดำเนินชีวิต (lifestyle) ที่ส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรง ได้แก่ การกินอาหารที่มีประโยชน์ การลดความอ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการนอนหลับให้เพียงพอครับ