เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อย่าปล่อยให้ “โอกาส” เป็น “อากาศ”

03 เม.ย. 2564 | 18:28น.

สามัญสำนึก
ดิษนีย์ นาคเจริญ

วิกฤตโควิด-19 เปรียบได้กับ “อุบัติเหตุ” ใหญ่ที่ทุกประเทศทั่วโลกโดนเหมือนกัน แต่ในทุกวิกฤตมี “โอกาส” ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็น และหยิบฉวยมาได้

ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ และโลจิสติกส์อีคอมเมิร์ซเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก โตติดลมบนตั้งแต่วิกฤตโควิดเป็นต้นมาจนเป็น “นิวนอร์มอล” ของผู้บริโภค บรรดาร้านค้าที่ปรับตัวขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ก็รอด ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ไม่น้อยหันมาใช้ “ออนไลน์” เป็นช่องทางขายหลัก

ล้มก่อนลุกได้ก่อน เมื่อวิกฤตคลี่คลายคนที่พร้อมกว่า ย่อมมีโอกาสมากกว่า

ประเทศไทยก็เช่นกัน ในงานสัมมนา “ประเทศไทยไปต่อ” จัดโดยมติชนปลาย มี.ค.ที่ผ่านมา “ศุภชัย เจียรวนนท์” แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) บอกว่า ควรใช้จังหวะนี้เร่งปฏิรูประบบเกษตรจาก 1.0 เป็น 4.0 โดยลงทุนเรื่อง “น้ำ”

ถ้าบริหารจัดการ “น้ำ” ได้จะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 3 เท่า 5 เท่า หรือเป็น 10 เท่าก็ได้

คล้ายระบบไฟที่มี “สตอเรจ” สะสมไฟไว้ใช้ในช่วงพีก “น้ำ” ก็ไม่ต่างกันต้องมีพื้นที่กักเก็บ ถ้าพื้นที่เพาะปลูก 100 ไร่ ต้องมีพื้นที่เก็บน้ำ 6-10% หรือ 6-10 ไร่ โดยสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วต่อท่อออกไปจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้วมีองค์กรขึ้นมาบริหาร โดยเชื่อมโยงกับการตลาด มีสหกรณ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “เซอร์วิสฟาร์มมิ่ง”

“นำศักยภาพการบริหาร นำเทคโนโลยีมาใช้ บริหารผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เกษตรกรก็จะมีรายได้ไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชมน ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น มีความมั่นคงในชีวิต ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ส่งลูกหลานเรียนจนจบได้”

ในฝั่งอุตสาหกรรมก็ต้องพัฒนาเป็นอุตสาหกรรม 4.0

“ใคร ๆ ก็เริ่มพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้า เชื่อว่าในสิบปีข้างหน้าอาจไม่เห็นรถยนต์พ่นควัน ที่ผ่านมาไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์แต่ยังเป็น 2.0 ถ้าจะไป 4.0 ภาครัฐต้องมีมาตรการสนับสนุนเพื่อจูงใจค่ายรถยนต์ ถ้าไม่ทำอีกไม่นานเขาอาจไปลงทุนในประเทศอื่น แต่ถ้าทำให้เราเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ได้ อุตสาหกรรมอื่นก็จะตามมาทั้งโรโบติก, เอไอ และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ”

แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “กูเกิล และแอปเปิล” เองก็ยังสนใจพัฒนารถยนต์ หรือ “คอมพิวเตอร์ที่มีล้อสี่ล้อ” จึงควรมองให้เป็น “โอกาส” ของประเทศไทยที่จะไปชวนบริษัทเหล่านี้เข้ามาลงทุน

“แต่ต้องไม่รอให้เขามาต่อคิวบีโอไอ ภาครัฐต้องออกไปเชิญหรือมอบหมายให้เอกชนเป็นตัวแทนไปชวนมาก็ได้ และต้องไปถามเขาว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้างที่จะทำให้เขามาลงทุน”

อีกอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ คือ คลาวด์ ดิจิทัล เพราะในแง่การใช้งานไทยไม่เป็นรองใคร

“เราบริโภคทุกอย่างส่วนใหญ่เป็นเรื่องบันเทิง แต่ผู้ให้บริการ เช่น เฟซบุ๊กกลับไปตั้งเซิร์ฟเวอร์และคลาวด์ที่สิงคโปร์ทำให้ข้อมูลคนไทยไปอยู่สิงคโปร์ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลคนไทยควรอยู่ในเมืองไทย เขาควรมาตั้งศูนย์ด้านคลาวด์ ด้านอะนาไลติกส์ ด้านเอไอที่ไทย”

และต้องไม่ลืมว่า ประเทศเพื่อนบ้านก็มีเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งมาเลเซีย เวียดนาม หรือแม้แต่อินโดนีเซียถึงกับสร้างเมืองใหม่ จึงต้องรีบทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีจุดเด่นอะไรที่จะดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามา

“เรามีอีอีซีแล้ว ก็ทำเอสอีซี (เขต ศก.พิเศษภาคใต้) แค่ขนส่งสินค้าข้ามระหว่างมหาสุมทรแปซิฟิกไปอินเดีย เราก็จะเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่ง เป็นโลจิสติกส์ฮับระดับโลกได้ ต่อให้ประหยัดได้ 0 วันก็ควรลงทุนเพื่อทำให้เราเป็นทางเลือก มีอีอีซีแล้ว มีเอสอีซีมาเสริม แก้ กม. สร้างอินเซนทีฟเรื่องภาษี ถ้าทำได้ โอกาสจะวิ่งมาหาเรามหาศาล มีการลงทุน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน แก้เรื่องความยากจนได้”

เมื่อไทยเป็น “โลจิสติกส์ฮับ” แล้ว การลงทุนต่าง ๆ ของบริษัทระดับโลกก็จะมา ต่อยอดไปสู่เทรดฮับ-ไฟแนนเชียล ฮับ และเอดูเคชั่นฮับ

อย่าปล่อยให้ “โอกาส” กลายเป็น “อากาศ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ สามัญสำนึก