“ลิซ่า” ไม่มา…เสียดายจัง

ลิซ่าา
คอลัมน์ สามัญสำนึก
สมปอง แจ่มเกาะ

นับจากวันนี้ไปอีก 2 เดือนก็จะสิ้นปีแล้ว

จะว่าไปแล้วหลาย ๆ คนคงตั้งตารอ “ลิซ่า แบล็กพิงก์” เป็นพิเศษ

หลังจากที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาคอนเฟิร์มในเบื้องต้นแล้วว่า “ลิซ่า แบล็กพิงก์” คอนเฟิร์มเข้ามาร่วมงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ที่ภูเก็ต

พร้อมทั้งเตรียมจะเสนอของบฯจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ราว ๆ 100 ล้านบาท

แต่ล่าสุดเมื่อวาน (28 ตุลาคม) YG Entertainment ต้นสังกัดน้องลิซ่า ได้ร่อนแถลงการณ์ระบุว่า ลิซ่าไม่สามารถมาร่วมงานเคานต์ดาวน์ได้เพราะติดคิวงาน

ฝันสลายไปตาม ๆ กัน แม้แต่ลุงก็ยังบอกว่าเสียดาย…แต่ก็ไม่เป็นไร

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.เองก็คงทำใจไว้บ้างแล้วว่า การจะดึงศิลปินชื่อดังระดับโลกมาโชว์ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

แต่อีกแง่หนึ่งต้องยอมรับว่า “กระแส” มันได้ หากดึง ลิซ่า มาร่วมงานได้จริง ๆ ช่วงเวลานั้นประเทศไทยก็จะอยู่บนสปอตไลต์ของงานเคานต์ดาวน์โลกเลยทีเดียว

บอกได้คำเดียวว่า “คุ้ม”

ถึงนาทีนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าสาวน้อยคนนี้เธอปังมาก ๆ และยังปังไม่หยุด หลังจากปล่อยซิงเกิลอัลบั้มเดี่ยวออกมาเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็สร้างสถิติให้กับวงการ K-pop อย่างถล่มทลาย อะไรที่เกี่ยวเนื่องกับเธอก็โด่งดังขายดิบขายดีตามไปด้วย

Advertisement

ยกตัวอย่าง “ชฎาลิซ่า” ที่เธอนำมาประดับใส่ในเอ็มวี ในลุกชุดไทยในมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ LALISA ที่ช่วยปลุกยอดขายให้พ่อค้าแม่ขายในตลาดสำเพ็ง พาหุรัด หรือแต่มาร์เก็ตเพลซชื่อดังก็ยังต้องมี ชฎาลิซ่า ไปวางขายด้วย

หรือลูกชิ้นยืนกิน หลังจากซูเปอร์สตาร์สาวให้สัมภาษณ์ในรายการวู้ดดี้ โชว์ ถึงอาหารโปรด ลูกชิ้นยืนกิน หลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ที่แม่เคยพาไปกินตอนเด็ก เพียงแค่ข้ามคืน ร้านลูกชิ้นยืนกินที่ถูกพูดถึงขายดิบ ขายดี คนรอคิวยาวเหยียด

ถึงขนาดว่าห้างใหญ่จากเมืองกรุงยังต้องไปนำลูกชิ้นยืนกินตำนานความอร่อยจากบุรีรัมย์มาเสิร์ฟเอาใจสายกินถึงที่ชนิดไม่ต้องไปไกลถึงบุรีรัมย์

นี่เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น

ก่อนปิดต้นฉบับ นั่งค้นข้อมูล คลิกเข้าไปในเว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เห็นตัวเลขแล้วน่าใจหายไม่น้อยพิษโควิด-19 ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีมานี้ ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศหายไปแทบไม่เหลือ

ปีนี้ (มกราคม-กันยายน) พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เข้ามาบ้านเราราว ๆ 86,000 คน เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ที่ตัวเลขอยู่ที่ 6.69 ล้านคน

จากก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามามากถึง 40.2 ล้านคน และสร้างรายได้เข้าประเทศมากถึง 2.43 ล้านล้านบาท

ไม่เฉพาะเมืองไทยของเราหรอก บ้านอื่นเมืองอื่นก็คงมิต่างกัน

จึงไม่แปลกใจที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.จะปิ๊งไอเดียที่จะดึงเธอมาโปรโมตท่องเที่ยวไทย เพื่อให้สอดรับกับนโยบายเปิดประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

แต่ก็ต้องยอมรับว่า จากนี้ไปการจะฟื้นธุรกิจหรือรายได้จากการท่องเที่ยวให้กลับมาเหมือนเดิมคงเป็นเรื่องต้องใช้เวลา

และต้องทำใจด้วยว่าหลังจาก 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไปช่วงแรก ๆ คงไม่ได้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างถล่มทลาย จะมีบ้างก็คงเป็นนักธุรกิจ หรือคนที่มีความจำเป็นจะต้องเดินทางเข้ามาติดต่อหรือทำธุรกิจจริง ๆ เป็นหลัก

ส่วนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ดูภูเก็ตแซนด์บอกซ์เป็นตัวอย่างก็แล้วกันว่ามีตัวเลขจริงๆ เข้ามาสักกี่มากน้อย

อย่าเพิ่งฝันหวานและอย่าคิดแต่จะกินบุญเก่าเมื่อในอดีต

ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันคิด ร่วมแรงร่วมใจ ต่อยอดจุดแข็งของท่องเที่ยวไทยที่เคยมีอยู่ให้ดีขึ้นและมีความยั่งยืน

นี่คือทางออกทางเดียวที่จะช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวในระยะยาวให้กลับคืนมาได้