บทบรรณาธิการ
การปรากฏขึ้นของไวรัส “โอไมครอน (Omicron)” ได้สร้างความกังวลให้กับผู้คนในโลก ด้วยเกรงสถานการณ์เลวร้ายจนต้องกลับไป “ล็อกดาวน์” เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่เหมือนกับการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในช่วงปีที่ผ่านมา
โดยขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า “โอไมครอน” อาจจะเป็นโรคอุบัติใหม่ที่แตกต่างไปจากโควิด-19 ด้วยเหตุไวรัสโอไมครอนมีความแตกต่างไปจากไวรัส “อู่ฮั่น” ส่งผลให้ไวรัสตัวนี้มีหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
การเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงดังกล่าว ส่งผลให้โอไมครอนมีความสามารถในการแพร่เชื้อไปอย่างรวดเร็ว โดยพบว่า ยอดการติดเชื้อโอไมครอนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุก ๆ 1.5-3 วันเท่านั้น นั่นหมายความว่า โอไมครอนสามารถแพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็วกว่า “เดลต้า” ที่ครอบครองพื้นที่การระบาดของประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ โอไมครอนยังสามารถเข้าสู่ระบบร่างกายมนุษย์ได้ง่ายขึ้น สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น มีแนวโน้มที่จะต้านทานวัคซีนโควิด-19 ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนรุ่นนี้ลดต่ำลง และคนที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสที่จะติดเชื้อซ้ำได้อีก
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า โอไมครอนจะทำให้เกิดความเจ็บป่วยหรือติดเชื้อรุนแรงมากกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่น ๆ หรือไม่
ด้วยความที่ยังไม่รู้จักไอไมครอนดีพอ ทำให้การรับมือการแพร่ระบาดในแต่ละประเทศแตกต่างกันไป ในส่วนของประเทศไทยพบว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ากำลังลดลงจากตัวเลขคนติดเชื้อวันละเป็นหมื่นเหลือวันละ 2,000 คน นั่นหมายถึงสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ
การอุบัติขึ้นของโอไมครอน บวกกับความรู้เกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ยังน้อยมาก แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าสุดท้ายแล้ว เป็นการยากที่ไทยจะหลีกเลี่ยงจากไวรัสตัวนี้พ้น จึงกลายเป็นงานหลักที่สำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ที่จะต้อง “ทบทวน” หรือออก “มาตรการ” รับมือกับโอไมครอนใหม่หมด
จากข้อเท็จจริงที่ว่า โอไมครอนมีการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มาตรการเดิม ๆ ที่ใช้รับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับไวรัสตัวใหม่ ในสถานการณ์ที่จะต้องรอทั้ง “ยารักษาโรค” และ “วัคซีน” รุ่นใหม่ ๆ
โดยรัฐบาลจะต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน-ภาคธุรกิจบนความไม่ตื่นตระหนก ต้องวางน้ำหนักมาตรการรับมือด้วยความไม่ประมาทบนพื้นฐานความพอดี ระหว่างความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขกับการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันไป