เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ก.ค.) ปรับลง 0.49% อยู่ที่ 65,988 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ก.ค.) ปรับลง 0.49% อยู่ที่ 65,988 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
News รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
Real Estate SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
SD WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
ดูทั้งหมด

โควิดสู่ โรคประจำถิ่น

03 เม.ย. 2565 | 13:15น.
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมการที่จะ “ผลักดัน” ให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น (endemic disease) ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 หรืออีก 3 เดือนนับจากนี้ไป ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระดับวันละไม่ต่ำกว่า 20,000 คน หรือหากรวมตัวเลขคนติดเชื้อที่เข้าข่าย/ATK ในแต่ละวันเข้าไปด้วยก็น่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 คน โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อข้างต้น “ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แต่ก็ยังไม่เพิ่มสูงขึ้นมากไปกว่านี้”

สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณาให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้กำหนดไว้ 4 เกณฑ์ ประกอบไปด้วย 1) ต้องมีผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกิน 10,000 คนต่อวัน 2) อัตราป่วยตายน้อยกว่าร้อยละ 0.1

3) การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่าร้อยละ 10 และ 4) กลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง (ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง) ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 โดส มากกว่าร้อยละ 80

เหตุที่กระทรวงสาธารณสุข “กล้า” ที่จะผลักดันให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น น่าจะมาจากความเชื่อที่ว่า โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) มีความรุนแรงของโรค “น้อยกว่า” สายพันธุ์ก่อนหน้านี้คือ สายพันธุ์เดลต้า (Delta) ด้วยการวัดจากตัวเลขผู้ป่วยหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจลดลง

ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตกลับไม่ได้ลดลง กล่าวคือ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา เฉลี่ยมีผู้เสียชีวิต 60-80 รายทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ-ผู้ป่วย ปะปนกันไป

แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ยังคง “เดินหน้า” ต่อไป ล่าสุดทางคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติก็ได้ให้ความเห็นชอบ แผนรองรับการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 4 เดือน หรือที่เรียกกันว่า “แผน 3 บวก 1” ดังนี้ ระยะที่ 1 (12 มี.ค.-ต้น เม.ย.) เรียกว่า combatting สาระสำคัญของแผนระยะนี้ก็คือ ต้องออกแรง “กดตัวเลข” ผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงไปกว่านี้ เพื่อลดการระบาด ลดความรุนแรงของโควิด-19

ระยะที่ 2 (เม.ย.-พ.ค.) เรียกว่า plateau คือ การคงระดับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ให้สูงขึ้น แต่ให้เป็นระนาบจนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเรื่อย ๆ ระยะที่ 3 (ปลาย พ.ค.-30 มิ.ย.) เรียกว่า declining คือ การลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลง ให้เหลือวันละ 1,000-2,000 ราย

และบวกอีก 1 หรือ ระยะ 4 ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 เป็นต้นไป เรียกว่า post pandemic คือ ออกจากโรคระบาดและเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น

ทั้งหมดนี้จะถูกดำเนินการภายในระยะเวลา 4 เดือน แต่ประชาชนยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานป้องกันโรคเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ VUCA ซึ่งประกอบไปด้วย V-vaccine, U-universal prevention, C-COVID-19 free setting และ A-ATK

ส่วนผลในการปฏิบัติตาม “แผน 3 บวก 1” นั้น ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 หรือ plateau ในความพยายามที่จะ “คง” ตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงไปกว่านี้ หรือเท่ากับเริ่มต้นกันที่ตัวเลขติดเชื้อวันละ 40,000-50,000 คน ซึ่งยัง “ห่างไกล” กับเกณฑ์ที่ต้องการให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกินวันละ 10,000 คน

จนกลายเป็นเรื่องน่ากังวลที่ว่า ในอีก 1 เดือนต่อจากนี้ เราจะลดจำนวนผู้ติดเชื้อลง “ต่ำกว่า” วันละ 10,000 คนได้หรือไม่ ขณะที่อัตราการป่วยตายอยู่ที่ 0.19-0.2% ซึ่งก็ยัง “ห่างไกล” จากอัตรา 0.1% อยู่ดี

ประกอบกับสารพัดปัญหาที่ประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน งบประมาณที่จำกัดจำเขี่ยในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และที่สำคัญก็คือ ระบบสาธารณสุข จะรับมือกับ “ผู้ป่วย” ที่เพิ่มสูงขึ้นวันละ 20,000 คนได้อย่างไร นอกจากนี้ยังเกิดสถานการณ์ “ตึงตัว” ของยา Favipiravir (ขนาด 200 mg) ซึ่งถูกใช้เป็น “ยาหลัก” ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ขึ้นมาอีก

หลังจากที่หมอในชนบทออกมาให้ข้อมูลว่า “ยากำลังขาดแคลน” สอดคล้องกับตัวเลขความสามารถในการจัดหายาขององค์การเภสัชกรรม อยู่ที่ประมาณอาทิตย์ละ 15 ล้านเม็ด แต่มีความต้องการใช้ยาระหว่าง 15-20 ล้านเม็ด/สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นสูง

ท่ามกลางความกังวลกันว่า ถ้าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อยังไม่สามารถ “กด” ให้ลดลง อัตราการตายยังอยู่ในระดับ 0.19-0.2% ดังนั้นการเดินทางไปให้ถึงวันที่ 1 ก.ค. อาจจะต้องมีผู้คนล้มตายไปอีกกว่า 5,000 คนกว่าที่โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19 โรคประจำถิ่น