รับมือน้ำมัน (ราคา) เดือด
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
ไม่นานจนเกินลืมจริง ๆ กับการพรวดพราดขึ้นราคาของน้ำมันโลก จากก่อนหน้านี้ทั้งโลกรวมถึงประเทศไทยเจอวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแพงอย่างน่ากลัว
มาในปี 2569 เพียง 4 ปีให้หลัง โลกปั่นป่วนอีกครั้ง กับศึกระหว่างสหรัฐที่จับมือกับอิสราเอล รุมหยุมหัวอิหร่าน
ลำพังแค่เปิดศึกกันก็ถือว่ากระทบราคาน้ำมันระดับหนึ่งแล้ว แต่ยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านฟาดงวงฟาดงา เปิดศึกกับประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางที่อยู่รายรอบ
แรงสุดไม่พ้นการปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” น่านน้ำสากลที่แม้ไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เพราะอยู่ใกล้พรมแดนอิหร่าน ทำให้อิหร่านมีอิทธิพลกับจุดยุทธศาสตร์นี้
อิหร่าน สั่งปิดช่องแคบดังกล่าวแบบกลาย ๆ เพราะแม้ไม่ได้ประกาศตรง ๆ แต่หากมีเรือน้ำมันแล่นผ่านก็พร้อมถล่มทันที หากสงสัยว่าเกี่ยวกับสหรัฐและประเทศพันธมิตร
ทำให้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะจุดนี้คือเส้นทางหลักของประเทศตะวันออกลางที่ส่งออกน้ำมันไปทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย
มีปริมาณน้ำมันที่ต้องผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของกำลังการผลิตทั่วโลก
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นแรง แม้ช่วงหลังจะปรับลงมาบ้าง แต่ก็สะวิงขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับก่อนเปิดศึก
ประเทศไทยเองในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจำนวนมาก หน้ามืดไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่เป็นผู้นำเข้า
แต่ที่ยิ่งแย่กว่าเพราะขณะนี้การบริหารประเทศอยู่ในภาวะสุญญากาศ มีเพียงรัฐบาลรักษาการที่อำนาจไม่เต็มไม้เต็มมือ
การออกคำสั่งอะไรเกี่ยวกับการดูแลราคาน้ำมันยังติดหลายเงื่อนไข ทำให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบทำได้เพียงเตรียมมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งให้รัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาพิจารณาทันทีที่รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
หากดูจากไทม์ไลน์ น่าจะต้องรอเวลาอีกราว ๆ 1 เดือน
ทำให้ขณะนี้มาตรการหลักที่ทำได้ในการพยุงราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซล คือการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกดราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร
ล่าสุดตัวเลขการชดเชยกระโดดไปกว่า 10 บาท/ลิตรแล้ว โดยเฉลี่ยกองทุนมีเงินไหลออกตกวันละกว่าพันล้านบาท
การตรึงราคาดีเซล หลักสำคัญคือป้องกันราคาสินค้าต่าง ๆ ปรับขึ้นตามค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิต
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า สินค้าใดก็ตามที่ปรับราคาขึ้นไปแล้ว ยากที่จะลดราคาลง แม้ภายหลังราคาน้ำมันดีเซลจะปรับลงมาปกติก็ตาม
ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เจอศึกระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จนราคาน้ำมันพุ่งพรวดพราด กองทุนเทเงินอุ้มราคาดีเซลอย่างยาวนานจนติดลบกว่า1.2-1.3 แสนล้านบาท
ติดลบสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
ทำให้แม้สงครามเบาบางลงจนราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ คนไทยยังต้องใช้น้ำมันแพงกว่าราคาจริงมาเรื่อย ๆ เพื่อนำเงินส่วนต่างชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว
กองทุนเพิ่งกลับมาเป็นบวกได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น ก็มาแจ็กพอตแตกเกิดศึกสหรัฐ-อิหร่านขึ้นอีก
แม้ตอนแรกสถานการณ์สงครามทำท่าว่าจะจบเร็ว แต่ล่าสุดยังรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบกับราคาน้ำมัน รวมถึงทองคำ หุ้น และค่าเงินบาท
ขณะที่ภาครัฐกำลังหาทางแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอยู่ เท่าที่จักสามารถทำได้ในฐานะรักษาการ
ส่วนประชาชนทำได้เพียงคาดหวังว่า สถานการณ์นี้จะไม่ยืดเยื้อเหมือนปี 2565 ที่กองทุนต้องแบกราคาดีเซลจนหลังแอ่น
ส่วนราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ เคยทะลุเกิน 40 บาท/ลิตรมาแล้ว
เหนือสิ่งอื่นใดคนไทยทำได้เพียงระมัดระวังการใช้จ่าย และช่วยกันประหยัดพลังงานเท่าที่ทำได้
อย่างน้อยเพื่อประคองตัวให้ผ่านวิกฤตการณ์นี้ไปก่อน