คอลัมน์ : SD Talk
ไม่นานผ่านมา สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand) ร่วมกับสหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations Thailand) จัดงาน CEO Forum on Sustainable Finance : Scaling Up Sustainable Finance Solutions for Accelerating Progress on the SDGs หรืองานประชุมผู้นำธุรกิจว่าด้วยการยกระดับการเงินที่ยั่งยืน เพื่อเร่งความก้าวหน้า SDGs ที่รวมซีอีโอ, ผู้นำสหประชาชาติ, สถาบันการเงิน, นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลจากประเทศไทยร่วมมือยกระดับการเงินที่ยั่งยืน
เบื้องต้น “ศุภชัย เจียรวนนท์” นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดงาน CEO Forum ว่าด้วยการเงินที่ยั่งยืน เพราะภาคการเงิน และนักลงทุนกำลังให้ความสนใจการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีอิทธิพลต่อธุรกิจมากขึ้น

โดยกำลังพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน และการลงทุน เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
“ผมเสนอ 5 กลยุทธ์ ที่สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการสร้างความตระหนักด้วยการกำหนดเป้าหมายและสื่อสารให้ชัดเจน, การใช้กลไกตลาดเพื่อดึงดูดผู้บริโภค และมีส่วนร่วมกับพนักงาน รวมทั้งพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่า, การมีผู้นำที่มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อขับเคลื่อนองค์กร, การเสริมพลังให้คนรุ่นใหม่รับมือกับความท้าทายด้านความยั่งยืน
และการมีวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ผมเชื่อว่าธุรกิจมีความรับผิดชอบ และมีพลังที่จะลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ทั้งการลดการปล่อยมลพิษ การปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

“ซานด้า โอเจียมโบ” ผู้ช่วยเลขาธิการ ซีอีโอ และผู้อำนวยการบริหาร ยูเอ็นโกลบอลคอมแพ็ก เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องร่วมกันยกระดับการเงินที่ยั่งยืนให้เป็นหนึ่งในกลไกเร่งความก้าวหน้าของ SDGs แม้จะมีสถานการณ์เช่นนี้ เชื่อว่ามีเงินทุนมากมายในโลกที่จะจัดสรรได้ถึง 5-7 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับโลก โดยภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน
“ทั้งนั้นเพราะประชากรมากกว่า 60% ของโลก และมากกว่า 2 ใน 3 ของการเติบโตทั่วโลกที่คาดการณ์ไว้ เห็นได้ชัดถึงศักยภาพในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง และทิศทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อันสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ UN Global Compact ที่มุ่งขยายพื้นที่
รวมทั้งเสริมสร้างการเติบโตของภูมิภาค โดยเตรียมเปิดตัวศูนย์กลางของยูเอ็นโกลบอลคอมแพ็ก สำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย (UN Global Compact Asia & Oceania Regional Hub) ที่กรุงเทพฯ เร็ว ๆ นี้”

“กีต้า ซับบระวาล” ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมวันนี้เป็นโอกาสการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความเป็นผู้นำของภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสีเขียวในระดับประเทศและภูมิภาค
สิ่งที่จะทำให้สามารถบรรลุการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อเพิ่มการหมุนเวียน (circularity) และลดรอยเท้าคาร์บอนทั่วทั้งกระดาน ซึ่งสหประชาชาติกำลังช่วยเหลือความพยายามเหล่านี้ โดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และจัดประชุมให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันขับเคลื่อน
“ขณะนี้เราอยู่กึ่งกลางของเส้นทางสู่เป้าหมาย SDGs ในปี 2030 และภาคธุรกิจจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการเร่งความสำเร็จของ SDGs ในประเทศไทย สิ่งสำคัญคือนักการเงินการธนาคาร นักลงทุน และผู้จัดการสินทรัพย์ จำเป็นต้องแสดงความเป็นผู้นำ ด้วยการปลดล็อกการจัดหาเงินทุนภายในประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ขณะที่ “รื่นวดี สุวรรณมงคล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเงินเพื่อความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็วนั้น ภาคเอกชนก็มีบทบาทสำคัญในการจัดการ และประเมินค่าความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
“โดยจัดสรรเงินทุนไปสู่โครงการที่เป็นธุรกิจคาร์บอนต่ำเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนดังกล่าวต่อสาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้มีจำนวนบทวิเคราะห์ด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ การมี taxonomy ในระดับประเทศ และภูมิภาคจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบนิเวศทางการเงิน
นอกจากนี้ ความร่วมมือของหน่วยงานภาคการเงินและตลาดทุนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero economy) อย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในโครงการสีเขียว เพื่อบรรลุเป้าหมายทางด้าน SDGs ต่อไป