คุยกับเศรษฐา : เลือกกติกา แล้วค่อยเลือกดีล “โลกหลายขั้ว ไทยหลายทางเลือก”
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
สหรัฐเพิ่ง “ขอระงับชั่วคราว” การเจรจาการค้ากับไทย โดยผูกเงื่อนไขให้ไทยยืนยันการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชา กรณีชายแดน นี่คือบทเรียนสด ๆ ว่าในโลกวันนี้ กติกาการค้าถูกโยงเข้ากับความมั่นคงได้ทุกเมื่อ
โชคดีที่ท่านนายกฯอนุทินย้ำชัดว่า การค้ากับสหรัฐเดินหน้าต่อ และไทยต้องกระจายคู่ค้า
สารนี้ตรงกับสิ่งที่ผมเชื่อมาตลอด คือประเทศ “ไม่ใหญ่” แบบไทย จะปลอดภัยก็ต่อเมื่อเรามี “หลายทางเลือก”
ยืนบนกติกาที่คู่ค้าทุกฝั่งเชื่อถือได้จริง
ตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเริ่มวางโครงเปิดทางเลือกไว้ให้ไทย ได้แก่ การเปิดทางสู่ OECD เพื่อยกระดับกติกาภายในให้เทียบประเทศพัฒนาแล้ว เดินงานกับ BRICS เปิดหน้าต่างตลาดและการเงิน ใช้เวที Belt and Road ของจีน เพื่อเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานที่ลดต้นทุนจริงให้ผู้ประกอบการไทย
ขณะเดียวกัน ผมไปสหรัฐ ร่วมเจรจากับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ให้ลงทุนในไทย เพื่อสร้างงาน ยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมให้ก้าวทันโลก
จากประสบการณ์นั้น ผมขอเสนอ “4 ทางเลือก” ที่ทำได้จริง และควรเดินพร้อม ๆ กัน
1) ล็อกมาตรฐานด้วย OECD
การเข้า OECD ไม่ใช่การทูตสวย ๆ แต่คือการล็อกมาตรฐานการแข่งขัน ภาษีขั้นต่ำสากล ธรรมาภิบาลภาคเอกชนและภาครัฐ การคุ้มครองผู้บริโภคและแรงงาน ให้สอดคล้องมาตรฐานโลก เมื่อกติกาเราเข้ม นักลงทุนก็เชื่อถือ เราต่อรองดีลได้มั่นคงขึ้นในภูมิรัฐศาสตร์ที่สะวิงแรง
ปัจจุบันสภา OECD รับ Roadmap ไทยแล้ว (10 ก.ค. 2024) และเลขาธิการ OECD มาเปิดกระบวนการที่กรุงเทพฯ (30 ต.ค. 2024) ทางเชื่อมหลักของเรา คือ “ญี่ปุ่น” ที่เขาช่วยผลักดันไทยตั้งแต่ต้น ทั้งในกรอบรัฐมนตรีและถ้อยคำสนับสนุนทางการทูตที่ออกสู่สาธารณะ
สิ่งที่เราจะได้ : เครดิตประเทศและความน่าเชื่อถือของภาคเอกชน เข้าถึงตลาด-ซัพพลายเชนมาตรฐานสูงง่ายขึ้น และกันความเสี่ยงทางการเมืองจากคู่ค้าบางรายไม่ให้มากระแทกต้นทุนธุรกิจเราแรงเกินควร
2) ใช้ BRI ลดต้นทุนไทย
เราต้องค้ากับจีนต่อไป แต่ต้อง “คุ้มค่า” ผมเข้าร่วม Belt and Road Initiative และหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อตอกย้ำว่าไทยจะใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นการลดต้นทุน ไม่ใช่แค่ภาพเวทีการทูต แต่เป้าหมายคือทำให้ “ไทย-ลาว-จีน” มีระบบรางโลจิสติกส์ที่ไทยใช้ได้จริง โดยเฉพาะการส่งออกอาหารคุณภาพสูง เราต้องมีคลังสินค้าห้องเย็นที่ได้มาตรฐาน, มีกระบวนการศุลกากรที่รัดกุม, สามารถคาดการณ์เวลาขนส่งสินค้าได้
สิ่งที่เราจะได้ : ต้นทุนขนส่งลด เวลาส่งมอบสั้น ผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก “ขึ้นราง” ได้จริง แข่งขันได้ดีขึ้นทั้งในจีนและตลาดที่เชื่อมด้วยราง
3) ดีลสหรัฐ แบบ “วิน-วิน” เน้นสิ่งแวดล้อม
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยพูดกัน คือ ประเทศไทย “ขาดแคลน” วัตถุดิบอาหารสัตว์ เรานำเข้าถั่วเหลืองราว 3.4 ล้านตัน ในรอบปีการตลาดที่ผ่านมา (ส่วนใหญ่เพื่อบดทำกากถั่วเลี้ยงสัตว์) ขณะที่ “ข้าวโพดอาหารสัตว์” ต้องพึ่งการนำเข้าประมาณ 1.6-1.8 ล้านตัน ต่อรอบปีการตลาด เพื่อเสริมความต้องการภายในประเทศที่สูงกว่ากำลังผลิต
ข้อเสนอของผมคือ ทำ “แพ็กเกจภาษีนำเข้าเชิงเป้าหมาย” กับสหรัฐ สำหรับสินค้าที่ไทยขาดและกระทบมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะถั่วเหลืองและข้าวโพดอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนปศุสัตว์ลงทั้งห่วงโซ่ ลดแรงจูงใจในการปลูกและเผาในพื้นที่สูง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือ
จากนั้น “แลก” ด้วยการลงทุนในบริษัทเทคที่ใช้พลังงานสะอาด เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน อุปกรณ์ชิป AI โดยให้ปักหมุดการผลิตที่ EEC และนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ-อีสานที่เชื่อมรางไปจีน จริง ๆ เรื่องนี้รัฐบาลสมัยผมเริ่มวางความสัมพันธ์ไว้แล้ว
ผมพบผู้บริหาร Microsoft, Google และ Estee Lauder ระหว่าง UNGA ในนิวยอร์ก ก.ย. 2023 ต่อมาเราลงนามกรอบความร่วมมือกับ Microsoft ที่ซานฟรานซิสโก พ.ย. 2023 และติดตามความคืบหน้า AWS ที่ต้องการเปิดศูนย์คลาวด์ระดับภูมิภาค (Region) ในไทย (ประมาณ 190,000 ล้านบาท ภายในปี 2037)
สิ่งที่เราจะได้ : วัตถุดิบอาหารสัตว์ ต้นทุนเกษตร-ปศุสัตว์ลด คุณภาพอากาศดีขึ้น และเกิดงานค่าตอบแทนสูงจากการลงทุนเทคโนโลยี
4) เปิดตลาดใหม่ “แอฟริกา/ตะวันออกกลาง”
ไทยต้องไม่ยืนอยู่แค่สองขั้ว เราควรเปิด “ขั้วตลาดที่สาม” อย่างแอฟริกา และตะวันออกกลาง เรามีแต้มต่อคือ อาหารฮาลาล มะพร้าว ไก่แปรรูป เครื่องมือแพทย์ที่ราคาเข้าถึงได้ ยานยนต์มือสองคุณภาพ และบริการสุขภาพ
สิ่งที่ต้องทำคือ MOU อำนวยความสะดวกการค้า-ศุลกากร ช่องทางชำระเงินที่ปลอดภัย ประกันความเสี่ยงประเทศ และโรดโชว์ร่วม EXIM-DITP อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดดีลจริง (เครือข่ายที่วางไว้กับพาร์ตเนอร์ BRICS และกรอบทวิภาคีช่วยให้เริ่มเร็วขึ้น)
สิ่งที่เราจะได้ : ผู้ประกอบการมีตลาดสำรอง รายได้มั่นคงขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งคู่ค้าไม่กี่ราย และเปิดโอกาสสินค้า-บริการไทยไปได้ไกลกว่าเดิม
ผมไม่ค่อยเชื่อในการ “เลือกข้าง” สำหรับประเทศไม่ใหญ่ เพราะนั่นเท่ากับทิ้งพื้นที่ต่อรองตั้งแต่ต้น
ผมเชื่อในการ “เลือกกติกา-แล้วค่อยเลือกดีล”
เราต้องยืนให้มั่นบนมาตรฐาน (OECD) ใช้ภูมิภาคให้คุ้ม (BRI) ทำดีลวิน-วินกับสหรัฐ เพื่อลดต้นทุนครัวเรือน-ลดฝุ่น และเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งหมดนี้ เพื่อให้คนไทยเห็นผลกับตาในเวลาไม่นานครับ