Van Gogh Alive Bangkok พร้อมให้ชมงานชิ้นเอกของวินเซนต์ แวนโกะห์แล้ววันนี้

Van Gogh Alive Bangkok

Van Gogh Alive Bangkok นิทรรศการที่รวบรวมผลงานของ “วินเซนต์ แวนโกะห์” มาให้คนรักงานศิลปะ ได้ร่วมค้นหาความหมายกว่า 3,000 ภาพ ในรูปแบบดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟ ณ ไอคอนสยาม

หากเอ่ยชื่อ “วินเซนต์ แวนโกะห์” เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเขาคนนี้ เพราะแวนโกะห์เป็นจิตรกรชาวดัตช์ที่เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ซึ่งฝากผลงานให้คนทั้งโลกได้ชื่นชมมากมาย และแม้ว่าศิลปินผู้นี้จะจากไปเป็นร้อยปีแล้ว แต่ศิลปะของเขายังคงหล่อเลี้ยงและปลอบประโลมจิตใจของผู้คนได้เป็นอย่างดีเสมอมา

ล่าสุดผลงานของแวนโกะห์ได้ถูกยกมาให้คนไทยได้ร่วมค้นหาความหมายกับนิทรรศการ “Van Gogh Alive Bangkok” ซึ่ง Grande Experiences ผู้สร้างและผู้ผลิตเจ้าของลิขสิทธิ์ Van Gogh Alive ได้ร่วมกับ Live Impact Events และ ไอคอนสยาม แสดงผลงานศิลปะของแวนโกะห์ในรูปแบบดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟ

โดย Van Gogh Alive Bangkok เป็นการรวบรวมผลงานศิลปะชิ้นเอกของ วินเซนต์ แวนโกะห์ มาจัดแสดงให้คนรักงานศิลปะ ได้เรียนรู้และสร้างสรรค์แรงบันดาลใจ พร้อมสัมผัสและเปิดประสบการณ์การรับชมในรูปแบบ Immersive Multi-Sensory Experience ที่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมมาแล้วกว่า 9 ล้านคนใน 85 เมืองทั่วโลก อาทิ ปักกิ่ง, เบอร์ลิน, เดนเวอร์, ลอนดอน, มาดริด, มอสโก, โรม, ซิดนีย์,แฟรงค์เฟิร์ต, นาโกย่า และกัวลาลัมเปอร์

Advertisement

สำหรับประเทศไทยซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดงานครั้งแรกแล้ว พื้นที่จัดงานยังมีใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือมีขนาด 4,120 ตารางเมตร โดยอยู่ที่ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม

Van Gogh Alive Bangkok
ราตรีประดับดาวเหนือแม่น้ำโรน

Van Gogh Alive Bangkok

ภายนนิทรรศการมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซนหลัก เพื่อให้สัมผัสความเป็นศิลปินได้อย่างเต็มอิ่ม ดังนี้

1.Van Gogh Alive Interpretive Information

ก้าวแรกของการชมนิทรรศการ เป็นการทำความรู้จักกับ วินเซนต์ แวนโกะห์ ผ่านผลงานไฮไลต์ของเขา รวมถึงจำลองห้องนอนที่มาจาก “Bedroom in Arles” ภาพห้องนอนของศิลปินในเมืองอาร์ลส์ (Arles) อันเลื่องลือ

ถอดแบบที่พำนักของแวนโกะห์ในบ้านหลังสีเหลืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่แห่งเดียวที่เขาเรียกว่าบ้าน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานสำคัญหลายชิ้น

โดยในนิทรรศการจะถอดแบบเครื่องเรือนและการตกแต่งห้องต่าง ๆ ให้เหมือนกับในภาพวาดอย่างพิถีพิถัน

Advertisement

วินเซนต์ แวนโกะห์ วาดภาพห้องนอนของเขาที่ “บ้านสีเหลือง” ในอาร์ลส์ ทั้งหมด 3 ฉบับ โดยฉบับแรกถูกวาดในขณะที่เขาอาศัยอยู่ที่นั่น และอีกสองฉบับต่อมาถูกวาดขึ้นในขณะที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่แซงต์-เรมี

สำหรับแวนโกะห์แล้ว นี่เป็นภาพวาดที่สื่อถึง “ความสงบอย่างแท้จริง” โดยใช้พื้นสีเรียบ ๆ นอกจากนี้ เขายังวาดภาพสเก็ตร์ของห้องนอนด้วยหมึก ซึ่งอยู่ในจดหมายที่เขาส่งถึงทั้งน้องชายของเขาและถึงโกแกง

ประตูทางด้านขวาเปิดออกไปยังชานพักที่มีบันไดลงไปยังชั้นล่าง ส่วนประตูด้านซ้ายนำไปสู่ห้องพักที่โกแกงพักอยู่ และหน้าต่างที่สามารถมองดูสวนสาธารณะข้างนอกได้

ภาพวาดนี้ให้มุมมองสัดส่วนที่ดูลึกเกินจริง เพราะห้องนอนแทนที่จะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กลับเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูแทน

ภาพวาดในห้องนอนเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่หายากของการวาดภาพซ้อนภาพวาดของแวนโกะห์ ในแต่ละฉบับเขาได้เปลี่ยนภาพวาดที่แขวนอยู่เหนือเตียงของเขา ในฉบับที่สาม ทางด้านซ้ายเขาได้ใส่ภาพเหมือนตนเองที่เพิ่งวาดเข้าไป เขาได้ส่งภาพวาดช้อนภาพวาดนี้ไปพร้อมกับภาพวาดตนเองฉบับจริงไปให้แม่ของเขาเพื่อบ่งบอกว่าเขากำลังฟื้นตัวได้ดีในโรงพยาบาลจิตเวช

Advertisement
Van Gogh Alive Bangkok
จำลองห้องนอนที่มาจากภาพ “Bedroom in Arles” ภาพห้องนอนของศิลปินในเมืองอาร์ลส์ (Arles) อันเลื่องลือ

2.S4 Gallery Hall

ก้าวต่อไปยังพื้นที่แสดงงานศิลปะ “S4 Gallery Hall” ที่นำงานเขียนอันโด่งดังระดับโลกในช่วงปี 1880–1890 มากกว่า 3,000 ภาพ มาฉายบนกำแพงสูง 6 เมตร โดยฉายลงบนผนัง 40 จุด และฉายลงบนพื้นอีก 20 จุด

Van Gogh Alive Bangkok
โซน S4 Gallery Hall นำงานเขียนอันโด่งดังระดับโลกในช่วงปี 1880 – 1890 มากกว่า 3,000 ภาพ มาฉายบนกำแพงสูง 6 เมตร

พร้อมดนตรีประกอบที่สื่อถึงความรู้สึกของศิลปิน ซึ่งจะแบ่งผลงานเป็นชุดตามพื้นที่ที่เขาเคยอาศัยอยู่ เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงอารมณ์ในแต่ละช่วงชีวิตอย่างชัดเจน

เริ่มที่ ‘เนเธอร์แลนด์’ ผลงานของแวนโกะห์ในช่วงเวลานี้แสดงออกถึงความมืดมน ก่อนจะแต่งแต้มความสดใสใน ‘ปารีส’ ซึ่งอยู่ในยุคอิมเพรสชันนิสม์ ที่เขาหันมาใช้โทนสีที่สดใสมากขึ้น และนับเป็นจุดกำเนิดสไตล์การวาดภาพของแวนโกะห์ที่ทุกคนคุ้นเคย

ถัดมาเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของเขาใน ‘อาร์ลส์’ (Arles) เมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่แม้จะเป็นความสุขเพียงช่วงสั้น ๆ ก็ตาม แต่ขณะเดียวกันผลงานในช่วงนี้เริ่มมองเห็นความเจ็บป่วยทางจิตใจของแวนโกะห์อยู่บ้าง

จากนั้นเป็นช่วงเวลาแสนหดหู่ที่ ‘แซงต์-เรมี’ (Saint-Remy) ที่เขาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แวนโกะห์ได้วาดภาพทิวทัศน์ที่ดูเงียบสงบและแสนหดหู่ แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตที่สับสนระหว่างความวิกฤตและความสงบ

ก่อนจะเข้าสู่ ‘โอแวร-์ซูว-์รวซ’ (Auvers-sur-Oise) สัมผัสความรู้สึกว่างเปล่าของเขาได้จากผลงานชิ้นสุดท้ายอันชวนหลอน แสดงออกถึงความวุ่นวายทางอารมณ์อย่างชัดเจนในวาระสุดท้ายของชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีชุดภาพเหมือนตนเองที่แวนโกะห์ได้วาดไว้ตลอดชีวิตการทำงานของเขา แสดงให้เห็นถึงพลวัตของสภาวะทางอารมณ์ที่ค่อนข้างแปรปรวนของศิลปินระดับโลกคนนี้

ภายในโซนนี้ยังมีการผสมผสานกลิ่นอโรมา เพื่อกระตุ้นการรับรู้และเสริมอารมณ์ นำพาผู้ชมให้ดื่มด่ำไปกับ “แวนโกะห์ อะไลฟ์” โดยเลือกกลิ่นหอมของสนไซเปรส ซีดาร์วู้ด แซนดอลวู้ด และลูกจันทน์เทศ มาผสานความสดชื่นกับกลิ่นเลมอนและหญ้าแฝก ซึ่งสามารถเชื่อมผู้ชมให้ใกล้ชิดกับสวนผลไม้ สวนหย่อมและทุ่งกว้าง ที่วินเซนต์ แวนโกะห์ ได้รังสรรค์ไว้ในผลงานชิ้นเอกอันไร้กาลเวลา

Van Gogh Alive Bangkok

3.Van Gogh Old Town

ต่อด้วยโซนที่ 3 “Van Gogh Old Town” นำเสนอเมืองที่แวนโกะห์เคยอาศัยอยู่ด้วยเทคนิคผสมผสานระหว่างของจริงและดิจิทัลอาร์ต

เป็นการเปิดประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ใน 4 ธีมหลัก ได้แก่ Fields, Starry Night, Countryside and Garden นำภาพเขียนจากพื้นที่เมืองอาร์ลส์อันงดงามมานำเสนอ คุณจะได้พบกับ “Wheat Field with Crows” และ “Noon, rest from work” ได้เห็นบ้าน “Yellow House” ที่เป็นเหมือนสวรรค์ของเขา ได้พบกับ “Starry Night” และ “The Night Café” อันแสนโรแมนติก ภาพ “The Red Cafe” ที่น่าประทับใจ รวมทั้ง “Dubigny’s Garden” ภาพสวนลับที่ดูลึกลับของเขาอีกด้วย

Van Gogh Alive Bangkok
Noon, rest from work

4.พื้นที่กิจกรรม

สำหรับโซนสุดท้าย จะเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ ห้องสอนวาดภาพแบบแวนโกะห์ ชั้นเรียนศิลปะที่ให้ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ลองลงมือสร้างงานศิลป์ และห้องจัดแสดง “Letter to Theo” จดหมายถึงน้องชายคนโปรดของวินเซนต์ แวนโกะห์ รวมถึง  AI Interactive Room ที่ช่วยรังสรรค์ภาพถ่ายของคุณให้ออกมาเหมือนจิตรกรรม

Van Gogh Alive Bangkok
ห้องจัดแสดง “Letter to Theo” จดหมายถึงน้องชายคนโปรดของวินเซนต์

พร้อมพักผ่อนในบรรยากาศอาร์ต ๆ กับ “Van Gogh Café by After You” ที่นำแรงบันดาลใจจากผลงานศิลปะของวินเซนต์ แวนโกะห์ มาสร้างสรรค์เครื่องดื่มและขนมหวาน อาทิ Sunflowers จากดอกทานตะวันกลายมาเป็นเครื่องดื่มสีเหลืองสดใส Mango and passion fruit frappe และ Wheat Fields รังสรรค์เป็นเมนู Iced Horicks

หรือเมนูขนมแสนอร่อยอย่าง Chocolate Trifle ที่ครีเอตมาจากภาพ The Chocolate Eaters และ Mango & Passion Fruit Trifle ที่นำภาพผลงานชิ้นดัง The Starry Night มาอินสไปร์

Van Gogh Alive Bangkok
Van Gogh Café by After You

ปิดท้ายด้วย Van Gogh Shop โซนขายของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟมีจำหน่ายสำหรับงาน “Van Gogh Alive Bangkok” เท่านั้น

Van Gogh Alive Bangkok
Art Classroom

ประวัติวินเซนต์ แวนโกะห์

วินเซนต์ วิลเลียม แวนโกะห์ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี 1853 (พ.ศ. 2396) ในเมืองซึนเดิร์ต ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตเกษตรกรรมขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์

เนื่องจากเขาเป็นบุตรของบาทหลวงนิกายโปรเตสแตนต์ แวนโกะห์จึงได้รับรู้ถึงชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างคนชนชั้นกลางอย่างเขา กับเหล่ากรรมกรและชาวบ้านที่แสนยากจนในพื้นที่

หลังจากเรียนจบในปี 1869 (พ.ศ. 2412) แวนโกะห์ในวัย 16 ปี ได้เข้าทำงานที่ Goupil & Cie ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะ โดยมีลุงของเขาเป็นหุ้นส่วน แวนโกะห์ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกแห่งการค้าศิลปะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานนิทรรศการศิลปะ งานวาดรูปต้นฉบับตัวเอง งานวาดภาพเหมือน และราคาของงานที่พวกเขาขายในแต่ละชิ้น ตลอด 6 ปีแวนโกะห์อยู่ที่ Goupil et Cie เขาได้สัมผัสกับภาพวาดมากมายทั้งในบ้านเกิด ในกรุงลอนดอนและปารีส บ่มเพาะและสั่งสมจนเกิดความหลงใหลในภาพวาด

แวนโกะห์นั้นชื่นชอบผลงานของ “ม็อง ฟร็องชัว มีเล” (Jean-Francois Millet) และงานวาดภาพเหมือนจริงของเหล่าจิตรกรในโรงเรียนบาร์บิซง (Barbizon) เป็นพิเศษ

ในช่วงวัย 20 ต้น ๆ ของแวนโกะห์นั้นเป็นช่วงเวลาที่พลิกผันเป็นอย่างมาก เขาพยายามที่จะค้นหาเส้นทางของตัวเอง

ในปี 1876 (พ.ศ. 2419) เขาถูกไล่ออกจาก Goupil et Cie เนื่องจากความรักของเขานั้นไม่สมหวัง ทำให้เขาซึมเศร้าและเริ่มผิดปกติ

4 ปีต่อมา แวนโกะห์ได้ลองศึกษาและเป็นผู้เผยแพร่ศาสนา แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จ และเป็นอีกครั้งที่เขาถูกไล่ออก เนื่องจากความคลั่งศาสนาของเขานั้นมีมากเกินจำเป็น

ในปี 1880 (พ.ศ. 2423) แวนโกะห์ในวัย 27ปี หันมาสนใจงานศิลปะอีกครั้ง โดยเขาได้รับแรงบันดาลใจจากงานของกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ (ลัทธิประทับใจ)ในยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งกำลังมีอิทธิพลอย่างมากในตอนนั้น โดยมีจิตรกรชื่อดังอย่าง “โมเนต์” “ปิชาร์โร” “แบร์นาร์ด์” และ “โกแกง” (Monet, Pissarro, Bernard and Gauguin)

ในตอนนั้นเองแวนโกะห์ได้ค้นพบตัวตนที่เขาโหยหามานาน เขาได้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกและจิตวิญญาณเขาลงไปในผลงานคิลปะมากมาย

หลังจากที่แวนโกะห์สำเร็จการเรียนรู้ศิลปะด้วยตัวเอง เขาได้เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานมากมายในยุคนั้นเพียงแค่ 10 ปี เขาก็สร้างผลงานศิลปะไปมากกว่า 2,000 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยภาพวาด 930 ชิ้น ภาพสเก็ต 1,200 ชิ้น

ถึงแม้แวนโกะห์จะมีผลงานมากมายเพียงใด แต่แวนโกะห์กลับขายภาพวาดและภาพสเก็ตได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

นับตั้งแต่เขาเสียชีวิตในปี 1890 (พ.ศ. 2433) แวนโกะห์ได้กลายมาเป็นหนึ่งในจิตรกรที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลอย่างมากในวงการศิลปะฝั่งตะวันตก

ปัจจุบันผลงานของแวนโกะห์ได้ถูกบันทึกไว้ในการประวัติศาสตรต์การประมูล ซึ่งต่างครอบครองโดยเหล่าพิพิธภัณฑ์และนักสะสมทั่วโลก

Van Gogh Alive Bangkok
Dubigny’s Garden

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สุดพิเศษกับนิทรรศการศิลปะดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟระดับโลก “Van Gogh Alive Bangkok” ได้ตั้งแต่วันนี้–31 กรกฎาคม 2566 ณ  Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม

เปิดจำหน่ายบัตรที่ Thai Ticket Major ราคาบัตร VIP 1,490 บาท, บัตรทั่วไป 990 บาท, บัตร Early Bird 690 บาท (ใช้ได้ถึง 30 เม.ย. 2566) และบัตรนักเรียน/นักศึกษา 480 บาท

Van Gogh Alive Bangkok
โซน S4 Gallery Hall นำงานเขียนอันโด่งดังระดับโลกในช่วงปี 1880 – 1890 มากกว่า 3,000 ภาพ มาฉายบนกำแพงสูง 6 เมตร
Van Gogh Alive Bangkok
Sunflower Mirror Room
Van Gogh Alive Bangkok
AI Interactive Room ที่ช่วยรังสรรค์ภาพถ่ายของคุณให้ออกมาเหมือนจิตรกรรม