ตะลุย “วัดเซนโซจิ” ลิ้มรส ไอศกรีมชาเขียว เข้มที่สุดในโลก

กรกนก มาอินทร์ : เรื่อง

ญี่ปุ่น-แดนอาทิตย์อุทัย เป็นประเทศแรก ๆ ที่คนไทยนึกถึง โดยเฉพาะถ้าเป็นการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สวยงาม สะดวก สบาย และปลอดภัย เรียกรวม ๆ ว่าเป็นประเทศที่ไปง่ายมาง่าย ไม่ต้องลำบากลำบน

ถึงแม้จะเป็นเดสติเนชั่นยอดนิยมอยู่แล้ว องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ JNTO ก็ยังเดินหน้าโปรโมตการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับสายการบินนกสกู๊ต จัดทริปพาสื่อมวลชนไทยบินตรงแดนปลาดิบ ซึ่ง “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” เราก็มีโอกาสร่วมทริปนี้ด้วย แต่ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า ทริปนี้เป็นการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกของผู้เขียน

JNTO จัดทริปพาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เดี๋ยวเราจะทยอยนำมาเล่าให้คุณผู้ชมได้อ่านได้ชมกันสำหรับตอนแรกนี้จะพาไปที่วัดเซนโซจิ ราว 6 ชั่วโมงจากสนามบินนานาชาติดอนเมืองสู่ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ ภาพแรกของญี่ปุ่นที่มองเห็นจากบนเครื่องบินที่เห็น เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวเยอะมากกว่าตึกรามบ้านช่องช่างไม่คุ้นตาจากบ้านเมืองที่จากมา

ระหว่างนั่งอยู่บนรถบัสออกจากสนามบินนาริตะเพื่อไปสถานที่ท่องเที่ยวแรก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือทางม้าลาย หากขึ้นไฟสีเขียวให้คนข้าม ไม่ว่ารถจะวิ่งมาด้วยความเร็วมากน้อยแค่ไหนต้องหยุดให้คนข้ามก่อน และรถจะไม่จอดทับทางม้าลาย และอีกความประทับใจคือ ความเป็นระเบียบของผู้คน บ้านเมืองที่สะอาด


นั่งรถมา 2 ชั่วโมง ถึงจุดหมายแรก “วัดเซนโซจิ” หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ “วัดอาซากุสะ” หรือวัดโคมแดง อยู่ในย่านอาซากุสะ ย่านเก่าแก่แห่งหนึ่งของโตเกียว อีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-17.00 น. แต่ในช่วงตุลาคมถึงมีนาคม เปิดเวลา 06.00-16.30 น. ไม่เสียค่าเข้าชม

ตามข้อมูลระบุว่า วัดที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ส่วนของเดิมนั้นถูกทำลายไปเกือบหมดตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลขนาดใหญ่สุดครึกครื้น

ประวัติของวัด ไกด์ชาวญี่ปุ่นเล่าว่า ประมาณปี ค.ศ. 628 มีชาวประมง 2 พี่น้องที่ออกไปหาปลาแล้วไม่ได้ปลาสักตัว จึงอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้จับปลาได้ แต่สิ่งที่จับได้คือรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมทองคำ จึงนำไปให้หัวหน้าหมู่บ้าน ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านเห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์จึงได้เปลี่ยนบ้านของตนในอาซากุสะให้กลายเป็นวัดขนาดเล็กเพื่อเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมทองคำ ให้ผู้คนมากราบไหว้ เมื่อขอพรสิ่งใดก็จะประสบความสำเร็จ

ต่อมาเสียงร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ไปถึงหูท่านโชกุน จึงได้มีการสร้างอาคารหลังใหญ่ในปี ค.ศ. 645 และต่อเติมส่วนต่าง ๆ เรื่อยมาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ทางเข้าวัดคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว บ้างแต่งกายด้วยชุดกิโมโนมาถ่ายภาพอยู่หน้าประตูทางเข้าขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า ประตูคามินาริ สูงถึง 11.4 เมตร บนคานประตูแขวนโคมกระดาษขนาดใหญ่สูงกว่า 5.5 เมตร ลอยเด่นสง่า มีถนนนากามิเสะ อยู่ด้านหลังทอดยาวกว่า 250 เมตร ไปสู่วัด เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย อาทิ ร้านขายของกิน ของที่ระลึก ขนมให้เลือกจับจ่าย

เมื่อเดินจนสุดถนนนากามิเสะ ก็เจอกับประตูใหญ่ชั้นที่สองก่อนเข้าวัด ชื่อว่า “โฮโซมง” มีความสูงถึง 22.7 เมตร เดินเข้าประตูแล้ว หากมองไปด้านซ้ายมือจะเห็นเจดีย์ 5 ชั้น ส่วนทางขวามือสามารถมองเห็นโตเกียวสกายทรีได้

 

4 สิ่งแรกที่สะดุดตาในวัดนี้ คือ บ่อน้ำล้างมือ กระถางปักธูปขนาดใหญ่ ศาลาให้ผู้คนเสี่ยงเซียมซี และศาลาขายเครื่องราง ตั้งอยู่ก่อนทางขึ้นอาคารหลักขนาดใหญ่โดยคนญี่ปุ่นจะชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนไหว้ขอพร และจุดธูปนำไปปักเอามือโบกควันเข้าหาตัวเพื่อเสริมสิริมงคล

ตัวอาคารหลักขนาดใหญ่งดงามเสียจนไม่รู้จะถ่ายภาพออกมาอย่างไรให้เหมือนตาเห็น ความสูงของอาคารทำให้ต้องเงยหน้าสู้แสงแดดในยามบ่าย สะท้อนภาพอาคารสีแดงหลังใหญ่ ผู้คนมากมายที่ต่อแถวเพื่อเข้าไปสักการะขอพร เมื่อเราขึ้นไปขอพรจนแล้วเสร็จ ซ้ายมือจะเจอกล่องคล้ายกล่องบริจาคบ้านเรา แต่จะมีช่องไม้ให้หยอดเหรียญ 100 เยน ลงไปก่อนจะเริ่มเสี่ยงเซียมซี

สักการะเสร็จไปเดินชมรอบ ๆ บริเวณวัด พบว่ามีการแบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลานสักการะ ลานจอดรถ และโซนสูบบุหรี่ คนญี่ปุ่นจะเคร่งครัดเรื่องการสูบบุหรี่มาก จะสูบเฉพาะในพื้นที่ที่จัดไว้เท่านั้น

เรามีเวลาเหลือก็เลยตามหาร้านไอศกรีมชาเขียวที่ว่า “เข้มที่สุดในโลก” ตั้งอยู่ด้านหลังวัด เดินออกจากประตูข้ามถนนซ้ายมือไม่ไกลก็เจอร้าน Suzukien x Nanaya ที่ขายไอศกรีมชาเขียวเข้มที่สุดในโลก มีความเข้มให้เลือกถึง 7 ระดับ

ด้วยความใจไม่ถึงระดับเข้มสุด เลยลองเลือกระดับ 5 มากิน รสชาติชาเขียวเข้มข้นจนปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว ราคาอยู่ที่ประมาณ 360-820 เยน ขั้นตอนการสั่งไม่ยาก พนักงานจะแจกใบเมนูให้เลือกแล้วจิ้มสั่ง เป็นอันเรียบร้อย แต่ใครที่ไม่ชอบชาเขียว ในร้านยังมีไอศกรีมรสอื่น ๆ ให้ลองอีกเพียบ

ปิดท้ายวันก่อนกลับที่พักด้วยการยืนกินไอศกรีมชาเขียวสุดเข้มริมถนน มองรถวิ่งที่นาน ๆ โผล่มาให้เห็นสักคัน ส่วนใหญ่คนย่านนี้นิยมเดินทางด้วยจักรยานปั่นกันเต็มสองข้างทาง ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยชรา น้อยมากที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ แต่ถ้าเห็นก็จะเป็นคันเล็กและขี่ไปช้า ๆ หรือไม่ก็บิ๊กไบก์คันเบิ้มไปเลย

แค่ญี่ปุ่นวันแรกในโตเกียว สถานที่เดียวก็ทำเอาเราฟินจนรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ไหวเสียแล้ว…