จันทบุรีนำร่องดึง’ผู้หนีภัยเมียนมา’ ดูงานเก็บลำไย ทดแทนแรงงานเขมร
สส.จันทบุรี พรรคประชาชน นำร่องดึงผู้หนีภัยเมียนมาดูงานเก็บลำไย จ.จันทบุรี หวังแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในการเก็บลำไยภาคตะวันออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายอมรศีล โค้วเนื่องศรี และทีมงานพรรคประชาชนจันทบุรีเขต 3 ได้นำตัวแทนผู้หนีภัยจากการสู้รบเมียนมาที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวจังหวัดตาก จ.แม่ฮ่องสอน จ.กาญจนบุรี และราชบุรี ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ประชุมที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว อ.สอยดาว พร้อมกับดูสวนที่เก็บลำไยและงานที่ล้ง TAY ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ ออกมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ให้สามารถออกมาทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรก โดยจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงงานทดแทนมาทำงานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยในภาคตะวันออก และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบได้รับการพัฒนาทักษะและมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในภาคเศรษฐกิจที่จำเป็น และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่น เกษตรกรและผู้นำไทยเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณามาตรการจ้างงานในอนาคต

The Border Consortium (TBC) ซึ่งเป็นองค์การที่ให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยจากการสู้รบจากเมียนมา ด้านปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางกลับมาตุภูมิ เป็นผู้รับผิดชอบและดูแลผู้หนีภัยจากการสู้รบตลอดระยะเวลาการศึกษาดูงานเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
ในกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว ดังนี้ นางสาวอนงค์นุช มีศิริ จัดหางานจังหวัดจันทบุรี, ปลัดอำเภอสอยดาว, นายเอนก ธรรมสุทธิ์ ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนสอยดาว, สมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา, ผู้ประกอบการล้งผลไม้ สายซื้อ-สายเก็บที่ต้องการแรงงาน, เกษตรกรชาวสวนลำไย และตัวแทนผู้หนีภัยจากการสู้รบเมียนมา
นายโรเบิร์ต ประธานคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง (KRC) หรือองค์กรสูงสุดของผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ลี้ภัยอยู่ประมาณ 180,000 คน และมีแรงงานที่สามารถออกมาทำงานได้ประมาณ 45,000 คน
นายณรงค์เวช ตัวแทนจากผู้ประกอบการ กล่าวว่า รายได้จากการเก็บลำไยจะขึ้นอยู่กับทักษะ ความสามารถและความขยัน โดยคนไทยที่มาทำงานได้ 1 เดือนกว่า มีรายได้เฉลี่ย 720 บาท/วัน ส่วนคนที่เริ่มชำนาญจะมีรายได้เฉลี่ย 450 – 500 บาท/วัน ส่วนคนกัมพูชาที่มีความเชี่ยวชาญจะมีรายได้เฉลี่ย 1,350 บาท/วัน
นอกจากนี้ ได้เสนอแนะถึงรายละเอียดที่ต้องคุยกับนายจ้างให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน เช่น อุปกรณ์ในการเก็บใครจะเป็นคนออกเงินให้ ค่าใช้จ่ายในการมาทำงาน ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพ ค่ารถในแต่ละวันให้ชัดเจน รวมถึงเรื่องที่พักแรงงานที่นายจ้างจัดหาให้ด้วย
เงื่อนไขการขอผู้หนีภัยออกนอกพื้นที่
ขณะที่นางสาวอนงค์นุช มีศิริ จัดหางานจังหวัดจันทบุรี กล่าวถึงขั้นตอนในการขอนำผู้หนีภัยจากการสู้รบออกมาทำงาน มีดังนี้
- นายจ้างไปที่ศูนย์พักพิง เพื่อพูดคุยเบื้องต้น หากได้แนวทางที่ชัดเจนจากการดูงานในวันนี้แล้ว นายจ้างอาจไม่ต้องไปดูที่ศูนย์พักพิง เพื่อลดขั้นตอนได้
- เมื่อได้คนที่จะออกมาทำงานแล้ว ให้ไปที่อำเภอต้นทาง เพื่อแจ้งขอออกนอกพื้นที่ โดยต้องระบุสถานที่ทำงานให้ชัดเจน
- เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดจันทบุรี นายจ้างต้องพาไปแจ้งอำเภอที่จะเข้ามาทำงาน
- แรงงานที่จะเข้ามาทำงาน ต้องตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพ ในสถานพยาบาลของรัฐเท่านั้น
- นายจ้างต้องพาแรงงานมาแจ้งที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดจันทบุรี
- หากสนใจรับแรงงานจากผู้หนีภัยสามารถติดต่อลงทะเบียนได้ที่ 089 – 834-0906 สำนักงานจัดหางานจังหวัดจันทบุรี หรือเข้ากลุ่มไลน์เพื่อลงทะเบียนได้ที่ QR Code
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตทำงาน สำหรับครั้งแรก 100 บาทเท่านั้น สามารถทำงานได้ตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 1 ปี กรณีขอรอบต่อไป จะเสียค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตทำงาน 1,000 บาท
ผู้หนีภัยจากการสู้รบนี้สามารถทำงานได้ทุกประเภทงาน ยกเว้นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ อาจจะไม่ต้องทำงานในภาคเกษตรอย่างเดียว สามารถทำงานบริการหรืองานก่อสร้างได้
อย่างไรก็ตาม การดูงานครั้งนี้ถือว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หากได้แรงงานนี้มาช่วยเก็บลำไย นอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บลำไยภาคตะวันออกแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยได้มีโอกาสทำงานอีกด้วย โดยจะเร่งรัดกระบวนการให้ผู้หนีภัยสามารถออกมาจากสถานที่ต้นทางได้ ซึ่งจะต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทยต่อไป

