ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทในประเทศเมียนมาอาจสูงถึง 2,419 แห่ง ทำชาวบ้านขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ เกษตร-ประมงล่มสลาย ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามข้ามพรมแดน ที่รัฐบาลยังไร้ข้อมูลรับมือ จึงได้ถูกออกแบบให้เป็นหัวข้อหลักในการอบรมสื่อมวลชนที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการหนุนกลไกกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ต้องยกระดับเพื่อสกัดภัยคุกคามข้ามพรมแดน
เจาะพื้นที่ต้นแม่น้ำกก
“แม่น้ำกก” มีต้นกำเนิดจากทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ความยาวทั้งหมด 285 กิโลเมตร ไหลเข้าสู่ประเทศไทยผ่านบ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ถือเป็นพื้นที่ต้นทางที่แม่น้ำกกไหลเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนที่จะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งมีความยาวอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 157 กิโลเมตร
นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ผ่านมา 1 ปี ได้พัดพาโคลนจำนวนมหาศาลเข้าสู่แม่น้ำในประเทศไทย 4 สาย คือ กก สาย รวก และโขง และได้พบว่าแม่น้ำถูกปนเปื้อนด้วยสารหนูและสารพิษอื่น ๆ จากการทำเหมืองในเขตปกครองของว้า ประเทศเมียนมา ซึ่งตำบลท่าตอนเป็นด่านแรกที่แม่น้ำกกจากเมียนมาไหลเข้าสู่ประเทศไทย

ผลกระทบจากการปนเปื้อนในแม่น้ำ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวทางน้ำ ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่ชาวบ้านทำกันมากว่า 40 ปี ไม่ว่าจะเป็นซุ้มร้านอาหาร แพเปียก ปัจจุบันเจ๊งทั้งหมด
ส่วนการทำประมง เป็นอีกอาชีพที่ชาวบ้านต้องเลิกทำ เพราะไม่สามารถขายปลาได้เลย หลังพบว่ามีสารปนเปื้อนรวมถึงภาคการเกษตร พืชหลายชนิดมีการปนเปื้อนที่อยู่ในค่ามาตรฐาน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงสูงมากขึ้น จากการใช้น้ำโดยตรงจากแม่น้ำกก นอกจากนี้ ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำจากน้ำกกได้ ต้องอาศัยพึ่งพาน้ำประปาภูเขา ซึ่งมีแนวโน้มว่าช่วงฤดูแล้งน้ำจะไม่เพียงพอ โดยชาวบ้านตำบลท่าตอนและตำบลแม่นาวางจะต้องซื้อน้ำดื่มจากภายนอก
นายสายัณห์กล่าวต่อว่า ข้อเสนอของชาวบ้านคือ ผลักดันการปิดเหมือง หยุดฝายดักตะกอน ฟื้นฟูแม่น้ำ ฟื้นฟูชีวิต พร้อมเสนอรัฐบาลให้มีมาตรการเร่งด่วน คือ 1.จัดหาแหล่งน้ำใหม่ เพื่อผลิตน้ำดื่มน้ำใช้ 2.การเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐให้มีการปิดเหมืองที่เป็นต้นตอของปัญหา 3.ให้มีการตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่
เหมืองแรร์เอิร์ทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลที่มีตอนนี้คาดว่ามีเหมืองมากกว่า 300 แห่งในเขตรัฐฉาน ทั้งเหมืองทอง แรร์เอิร์ท ทองแดง ถ่านหิน แมงกานีส ฯลฯ ถือว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลไทย ที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลยว่าพื้นที่ต้นน้ำมีเหมืองแร่ประเภทต่าง ๆ อยู่กี่จุด

ซึ่งต้องใช้กลไกความร่วมมือ 3 ระดับ ได้แก่ 1.กลไกอาเซียน เพราะเมียนมาอยู่ในอาเซียน 2.กลไกโลกล้อมเมียนมา โดย UN ต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างนานาชาติมากขึ้น นอกจากจีนเป็นประเทศหลักที่ทำเหมืองในเมียนมาแล้ว ยังมีประเทศอื่นที่เข้าไปทำเหมืองเช่นกัน 3.การใช้กลไกที่ลงทุนอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้กลไกความร่วมมือระดับโลก โดยต้องเปิดการเจรจา 3 ฝ่าย
ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐบาลยังเชื่องช้า ซึ่งกลไกที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับการเปิดเผย คือ 1.รัฐบาลยังยึดติดกับเกณฑ์มาตรฐาน เช่น การรายงานตรวจการปนเปื้อนสารจะระบุว่า ไม่พบสารที่เกินค่ามาตรฐาน เป็นข้อมูลที่สับสนว่าพบหรือไม่พบกันแน่ ซึ่งหมายความว่าปลอดภัยในการบริโภค แต่ข้อเท็จจริงเป็นการสะสมสารพิษในร่างกายที่รอวันเจ็บป่วย 2.รัฐบาลยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือ เหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน แม้แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักคือ การเจรจากับเมียนมา และจีน เพราะมีข้อมูลชัดเจนว่า รัฐวิสาหกิจจีนเข้าไปทำเหมืองแร่หายากในต้นน้ำกก ดังนั้นต้องเปิดโต๊ะเจรจา และสื่อสารกับ 2 ประเทศนี้อย่างจริงจัง
เหมืองแรร์เอิร์ท พุ่ง 2,419 แห่ง
Brian Eyler (ไบรอัน อายเลอร์) นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Program) และผู้อำนวยการโครงการพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน (Energy, Water and Sustainability Program) สถาบัน Stimson Center กล่าวว่า เหมืองแร่แรร์เอิร์ทที่ไม่ได้ควบคุมดูแลหรือไม่ถูกกฎหมาย คือ ภัยคุกคามข้ามพรมแดนต่อแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาว ซึ่งจากข้อมูลของ Stimson Center ล่าสุดพบว่า มีเหมืองแรร์เอิร์ทที่กระจายตัวอยู่ในเมียนมาและลาว จำนวน 2,419 แห่ง โดยเป็นเหมืองที่ตั้งอยู่ตามริมแม่น้ำ และใช้สารเคมีในการทำเหมือง
เขาบอกว่า การทำเหมืองแรร์เอิร์ทไม่ใช่มีเพียงริมแม่น้ำกกในรัฐฉานเท่านั้น แต่ในลุ่มน้ำแม่น้ำโขงในประเทศลาวก็มีอัตราการทำเหมืองประเภทนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัดในภาคอีสานที่อยู่ติดแม่น้ำโขง อาทิ อ.เชียงคาน จ.เลย และ จ.นครพนม โดยกรมควบคุมมลพิษได้ตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงที่ จ.เลยและนครพนม นอกจากนี้ จังหวัดอีสานใต้อย่าง จ.มุกดาหาร ก็เป็นพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากพบว่ามีการทำเหมืองแรร์เอิร์ทที่ไม่ถูกกฎหมายในลาวที่อยู่ใกล้กับจังหวัดมุกดาหาร ทั้งนี้ ผลกระทบที่แพร่หลายในปัจจุบันได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางน้ำและแหล่งอาหารของประชาชนหลายล้านคน
ภัยชะละลายในแหล่งกำเนิด
ไบรอันอธิบายว่า วิธีการทำเหมืองแบบไม่ถูกกฎหมาย คือ วิธีการทำเหมืองแบบชะละลาย (In-Situ Leaching) ซึ่งเป็นการใช้สารเคมี โดยเฉพาะกรดซัลฟิวริก ในการละลายแร่ธาตุออกจากดิน ซึ่งวิธีนี้ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักอย่างรวดเร็วสู่แหล่งน้ำ ทำให้น้ำเป็นกรดสูงและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ โลหะหนักและกัมมันตภาพรังสี มีแร่ธาตุที่เป็นพิษ เช่น แบเรียม, ตะกั่ว และแร่ธาตุที่มีกัมมันตภาพรังสีตามธรรมชาติอย่าง ทอเรียม ถูกปลดปล่อยออกมาสู่ระบบนิเวศ ซึ่งเหมืองในลักษณะนี้หรือเหมืองชะละลายแบบกอง จะทำให้เกิดมลพิษอย่างมหาศาล
สำหรับการได้มาซึ่งข้อมูลเหมืองแร่แรร์เอิร์ทของ Stimson Center โดย Brian Eyler และทีมงาน ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการติดตามกิจกรรมเหล่านี้ผ่านเครื่องมือ River Basins Dashboard และ Mekong Dam Monitor ที่ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการระบุร่องรอยการทำเหมือง เพื่อสร้างความตระหนักและผลักดันให้เกิดการควบคุม
“อีก 18 เดือนข้างหน้า คาดว่าการทำเหมืองจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำโขงหนักขึ้น และจะกลายเป็นแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก”
จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า เหมืองเหล่านี้มีนักธุรกิจจีนเป็นคนทำ แต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็นลาว หรือเมียนมา ควรหยุดให้ใบอนุญาตเพิ่มเติม ไม่มั่นใจว่าอาเซียนทำอะไรปัญหานี้ได้หรือไม่ และในทางการทูตจะมีผลหยุดยั้งการทำเหมืองเหล่านี้ได้อย่างไร
แต่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลไทยต้อง Action ให้มากกว่านี้ รัฐบาลต้องจัดหาแหล่งน้ำสะอาดให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าในช่วงฤดูร้อน-ฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ เหมืองแรร์เอิร์ทจะเพิ่มจำนวนมากกว่านี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างหนัก เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดน การปนเปื้อนในประเทศต้นน้ำจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศปลายน้ำอย่างหนักหน่วง
มช.เตือนปลูกยางใช้สารเคมี ซ้ำวิกฤตสารพิษ ‘กก-โขง-สาละวิน’
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ กล่าวว่า ผลการวิเคราะห์และความกังวลต่อสถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนที่ไหลเข้าสู่ภาคเหนือของไทย เกิดจากปัจจัยร่วมกันถึง 2 ด้าน คือ เหมืองแรร์เอิร์ทที่ขาดการควบคุม และการขยายพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมา

ทั้งนี้ ธรรมชาติโดยทั่วไปไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าแหล่งกำเนิดสารพิษในแม่น้ำกก สาละวินและโขง มาจากเหมืองแร่ 100% ไม่ว่าจะทั้งในทางทฤษฎีหรือในทางปฏิบัติ ซึ่งคาดว่าจะมีปัจจัยอื่นๆเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะภาคการเกษตรและชุมชนขณะที่การทำเหมืองแร่จะทำให้เกิดการกัดกร่อนหรือกัดเซาะ (Erosion) อย่างมาก เช่น ถ้าฝนตกและฝนเป็นฝนกรดก็จะไปชะหน้าดินออกมา ถ้ามีฤทธิ์แรงพอก็จะละลายหน้าดิน สารโลหะหนักก็จะไหลลงสู่แม่น้ำ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่านกล่าวต่อว่า สารปนเปื้อนในแม่น้ำกก โขง และสาละวิน ถ้าแบ่งสัดส่วนคาดว่ามาจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ท 38% มาจาก Erosion 31% มาจากภาคการเกษตร 19% และชุมชน 12% โดยข้อมูลที่ค้นพบในเชิงพื้นที่ระบุว่า การทำสวนยางพาราในประเทศเมียนมามีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันต้นน้ำแม่น้ำสายและต้นน้ำแม่น้ำกกในฝั่งเมียนมา คาดว่าพื้นที่การทำสวนยางพาราประมาณ 50,000-100,000 ไร่ และยางพาราถือเป็นพืชที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ซึ่งสัดส่วน 19% ของสารปนเปื้อนในแม่น้ำอาจมาจากการทำสวนยางพารา
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้แม่น้ำกก สาละวิน และโขง ปนเปื้อนสารพิษ ไม่ได้มีเพียงเหมืองแรร์เอิร์ทเท่านั้นอย่างแน่นอน แต่ยังรวมถึงการทำการเกษตรและชุมชน โดยเฉพาะการปลูกยางพาราอย่างกว้างขวางในพม่าและลาว ที่มีการใช้สารเคมีและชะล้างลงสู่แม่น้ำ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการปนเปื้อนที่พบปัญหาการชะล้างสารพิษ (Runoff)
โดยการรายงานของกรมควบคุมมลพิษและงานวิจัยต่าง ๆ พบว่า ค่าสารพิษและโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู (Arsenic) ในแม่น้ำกกและสาขา มักมีค่าสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า สารพิษถูกชะล้าง (Runoff) จากพื้นที่บนบกที่ไม่มีการควบคุมดูแลลงสู่แม่น้ำ
ขณะที่มีการตรวจพบค่าความขุ่น (Turbidity) และสารแขวนลอย (Suspended Solids) สูงผิดปกติบริเวณต้นน้ำที่ติดพรมแดน สารแขวนลอยเหล่านี้คือ ดิน ตะกอน และอนุภาคต่าง ๆ ที่ถูกพัดพามา ซึ่งโลหะหนักและสารเคมีจำนวนมากจะเกาะติดมากับสารแขวนลอยเหล่านี้ด้วย

ทั้งนี้ การขยายพื้นที่การปลูกยางพาราในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและเมียนมา ได้ขยายตัวอย่างมหาศาลในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนพื้นที่ป่าไปเป็นสวนยางพารา ซึ่งจำเป็นต้องมีการถางป่าและใช้สารเคมีในการดูแลรักษา เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และสารเคมีเร่งน้ำยาง สารเคมีทางการเกษตรเหล่านี้สามารถซึมลงสู่ดินและถูกชะล้างลงสู่ลำน้ำได้ง่ายเมื่อเกิดฝนตกหนัก ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณสารพิษที่ปนเปื้อนในแม่น้ำ นอกเหนือจากสารพิษที่มาจากเหมืองแรร์เอิร์ท ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางน้ำของไทย และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางน้ำและแหล่งอาหารของประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำ
“ผลกระทบที่เด่นชัดที่สุดจากการปนเปื้อนมลพิษคือ การขุ่นของน้ำ นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ผลกระทบเศรษฐกิจก็ชัดเจนมาก คือ ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับน้ำกก ทำอะไรที่เกี่ยวกับน้ำไม่ได้เลย ทุกอย่างเป็นศูนย์ นักท่องเที่ยวหายหมด อนาคตแม่น้ำกกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ยังมองไม่เห็นอะไรเลย แต่เห็นว่าสิ่งที่ไม่ควรทำคือ เขื่อนหรือฝายดักตะกอน และรัฐบาลต้องหาแหล่งน้ำใหม่เพื่อทดแทนที่ไม่สามารถใช้น้ำในแม่น้ำได้”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่านกล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย ควรเพิ่มความถี่การวัดค่าคุณภาพน้ำ ต้องมีแหล่งน้ำใหม่ให้ชาวบ้าน ไม่ใช่แค่การตรวจน้ำอย่างเดียว ต้องตรวจด้านเกษตร ดิน โดยเฉพาะข้าวครอปปัจจุบันที่กำลังจะเก็บเกี่ยวว่ามีการปนเปื้อนเท่าไหร่ มาตรการเร่งด่วนที่สุดคือ เรื่องน้ำ ทั้งบริโภคและการเกษตร และการตรวจสุขภาพชาวบ้านที่ต้องมีความถี่เป็นระยะ
การแก้ไขปัญหาเหมืองพิษแรร์เอิร์ท จำเป็นต้องอาศัยกลไกทางกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหัวใจหลัก ที่ผ่านมารัฐบาลไทยถูกกระตุ้นให้เร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน และว้า เพื่อหาแนวทางให้การดำเนินธุรกิจในพื้นที่ชายแดนมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
กล่าวได้ว่า ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างบูรณาการ โดยมิอาจพิจารณาเพียงแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งได้
ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประเด็นความมั่นคงทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย