ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจภาคเหนือโตต่ำกว่าภาพรวมประเทศที่โต 1.8% ธปท.-World Bank จึงร่วมกางแผนปฏิรูปโครงสร้าง ดัน “อุตสาหกรรมสีเขียว-Wellness” กู้ชีพเศรษฐกิจภูมิภาค
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ จัดเวทีสัมมนาวิชาการประจำปี ครั้งที่ 11 เรื่องประเทศไทยขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยความเข้มแข็งของคน และเศรษฐกิจภูมิภาค ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเปิดเผยถึงวิกฤตเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ
โดยเฉพาะที่ภาคเหนือเผชิญกับดักโครงสร้างแรงงานรายได้ต่ำและสังคมสูงวัยรุนแรงที่สุดในประเทศ พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ “Advanced Green Manufacturing” และ “Creative Wellness” หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจล้านนาท่ามกลางความผันผวนของโลก

ศก.เหนือพึ่งพาเกษตรรายได้ต่ำ
นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2566) เศรษฐกิจภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.0% ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าภาพรวมประเทศที่โต 1.8% โดยพบว่าโครงสร้างแรงงานภาคเหนือถึง 42% กระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตร แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพียง 25% เท่านั้น นอกจากนี้ยังเผชิญภาวะสังคมสูงวัยรวดเร็วที่สุดในประเทศ โดยมีสัดส่วนแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 17.2% ซึ่งส่งผลให้ผลิตภาพลดลงและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้ยาก

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งผลักดันเรื่อง Reinvent Thailand และการหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ๆ (New S-Curve) ให้กับภาคเหนือ โดยเครื่องยนต์ใหม่ของภาคเหนือที่มีโอกาสเติบโตสูงคือ 1.Wellness & Creative Tourism ซึ่งต้องมุ่งสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าทั่วไปถึง 38% โดยเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงมีศักยภาพสูงในฐานะเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN)
และ 2.Future Food ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเศรษฐกิจที่ต้องเร่งผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น กระเทียมดำ (โต 7% ต่อปี) และผักออร์แกนิก (โต 13.6% ต่อปี) เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตร
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีสัญญาณปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แม้จะยังได้แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเล็กน้อยจากกิจกรรมในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐที่มีงบฯผูกพันข้ามปี แต่ปัจจัยลบที่ต้องจับตาคือรายได้เกษตรกรที่หดตัว ตามราคาสัญญาพืชเกษตรสำคัญที่ปรับลดลง และการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวหลังหมดมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ
‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ คือทางรอด
ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (World Bank) สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะฟื้นตัวที่ “รั้งท้าย” เพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เนื่องจากไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เริ่มถูกคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ทั้งปัญหาฝุ่นควันและสิ่งแวดล้อม (Climate), ภาวะสังคมสูงวัยรุนแรง (Aging), ความขัดแย้งของขั้วอำนาจโลก (Geopolitics) และความเหลื่อมล้ำ (Inequality) World Bank จึงเสนอให้ไทยเร่งปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ และเน้นสร้างงานผ่านการฝึกทักษะให้แก่เยาวชนและสตรี เพื่อเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจยุคใหม่
นางสาววรันธร ภู่ทอง นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก (World Bank) สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ทางออกที่จับต้องได้ในรายงานเศรษฐกิจล่าสุด (Thailand Economic Monitor) โดยชี้ว่าทางรอดหลักคือการเปลี่ยนผ่านสู่ “Advanced Green Manufacturing” หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียวขั้นสูง ซึ่งไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้วจากการเป็นผู้นำส่งออกเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน และมีส่วนแบ่งการตลาดแผงโซลาร์เซลล์ถึง 4.2% ของโลก

หากไทยเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว เช่น การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรืออุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ จะส่งผลดีต่อประเทศอย่างมหาศาลภายในปี 2035 ดังนี้ 1.ดันเศรษฐกิจโตแรง โดยจะช่วยผลักดันให้มูลค่าเศรษฐกิจ (GDP) สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 5.7% 2.เร่งสปีดการเติบโต ซึ่งช่วยให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในแต่ละปีเร่งตัวสูงขึ้นกว่าฐานเดิมอย่างมีนัยสำคัญ (เพิ่มขึ้นอีก 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์) 3.สร้างงานรายได้ดี โดยจะเกิดตำแหน่งงานใหม่ที่มีทักษะสูงและรายได้มั่นคงเพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ตำแหน่ง
4.ยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้าง (Strategic Actions) โดย World Bank เสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อให้ไทยก้าวข้ามวิกฤต กล่าวคือ 1.ปฏิรูปบรรยากาศการลงทุน ลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน และสร้างความโปร่งใสทางการคลัง 2.สร้างงานผ่านทักษะใหม่ (Skill Training) เน้นการฝึกทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีให้กับเยาวชนและสตรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ 3.เสถียรภาพทางการเงิน การบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ World Bank เน้นย้ำว่าไทยต้องเลิกทำงานแบบแยกส่วน และหันมา “ร่วมคิด-ร่วมทำ” ระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

‘มช.’ หัวจักรเศรษฐกิจภูมิภาค
ด้าน รศ.ดร.รสริน โอสถานันต์กุล คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ประกาศปรับบทบาทสู่การเป็น “Area-Based Economic Engine” หรือตัวกลางเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง โดยเน้นการสร้างทักษะใหม่ให้กับแรงงาน (Reskill/Upskill) และใช้กลไกการทำงานร่วมกันแบบ “ร่วมคิด-ร่วมทำ” ระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อสลายกำแพงการทำงานที่ต่างคนต่างทำในอดีต

ทั้งนี้ หัวใจหลักของการสัมมนาครั้งนี้ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าภาคเหนือต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับวิกฤต Polycrisis และสร้างความมั่นคงให้รายได้ของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน