ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมัน กระทบต้นทุนเกษตรอีสาน หวั่นคนเลิกทำเกษตร เสี่ยงผักผลไม้จีนทะลักเข้าไทยเพิ่ม
นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานอาวุโสหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์หอการค้าไทย และประธานอาวุโสหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจนลุกลามไปถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุช แม้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงในด้านการท่องเที่ยวกับภาคอีสาน แต่ส่งผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมัน พลังงาน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก
ความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคในประเทศ แม้รัฐบาลยังคงยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองถึง 104 วัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่คาดว่าจะสถานการณ์อาจยืดเยื้อ จนนำไปสู่กักตุนสินค้า การรัดเข็มขัด การชะลอการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนหรือสินค้าฟุ่มเฟือย
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงตลาดปุ๋ยเคมีมีการปรับขึ้น ปัญหาใหญ่คือกระทบกับภาคการเกษตรโดยตรง ด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่ทำเกษตรมากสุดในไทย ทำให้ต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น ขณะเดียวกันราคาพืชผลการเกษตรยังตกต่ำ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยรุมเร้าเศรษฐกิจภาคอีสานอีกด้วย
นายสวาทกล่าวต่อว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องหาแหล่งผลิตปุ๋ย เช่น การนำแร่โปแตซ จ.อุดรธานี ไปสกัดให้ได้เป็นโพแทชเซียมในการผลิตปุ๋ยให้เกษตรกรในอนาคต รวมถึงปัญหาการส่งเสริมการเกษตรขาดเอกภาพ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไม่ไปในทิศทางเดียวกัน กระทบต่อภาคการเกษตรได้ผลผลิตต่ำ เมื่อเกิดเหตุการณ์สินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตปรับราคาขึ้้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อาจยิ่งทำให้พื้นที่การทำเกษตรลดลง
ด้วยภาคอีสานมีโครงสร้างเศรษฐกิจหลักพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นรากฐานสำคัญ หากมีการทำเกษตรน้อยลง มีความกังกวลเรื่องสินค้าเกษตรจีนทะลักเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนสินค้าและระบบโลจิสติกส์ขนส่งที่ถูกกว่าไทย และประเทศไทยยังไม่มีมาตรการป้องกันอย่างเป็นระบบ ทำให้เกษตรกรไทยสูญเสียการแข่งขันในอนาคต