เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตาภาษีรถอีวี 3 เทียร์ จุดเปลี่ยน…อุตฯ ยานยนต์ไทย ?
Finance จับตาภาษีรถอีวี 3 เทียร์ จุดเปลี่ยน…อุตฯ ยานยนต์ไทย ?
ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณขายออก 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณขายออก 68,900 บาท
ตัดตอน “ทุนเทา” – กวาดต้อน “เศรษฐกิจนอกระบบ”
Columns ตัดตอน “ทุนเทา” – กวาดต้อน “เศรษฐกิจนอกระบบ”
หุ้นไทยลุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด กรุงศรีชู 3 ธีมเด่น GULF-PTT-AOT นำทัพ
Finance หุ้นไทยลุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด กรุงศรีชู 3 ธีมเด่น GULF-PTT-AOT นำทัพ
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ลูกไม้การเมือง ‘มะขามหวาน’ ‘รักจริง เคารพผู้นำ อยู่ด้วยจนสุดทาง’
Politics ลูกไม้การเมือง ‘มะขามหวาน’ ‘รักจริง เคารพผู้นำ อยู่ด้วยจนสุดทาง’
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังตลาดกังวลอุปทานที่หายไปหลังการปิดท่าเรือยานบู
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังตลาดกังวลอุปทานที่หายไปหลังการปิดท่าเรือยานบู
การเมืองเรื่อง ‘ดอกเบี้ย’ ที่สหรัฐอเมริกา
World การเมืองเรื่อง ‘ดอกเบี้ย’ ที่สหรัฐอเมริกา
CEO การบินไทยคนใหม่ ต้องมีอิสระ-จุดยืน
Business CEO การบินไทยคนใหม่ ต้องมีอิสระ-จุดยืน
GULF เปิดห้องเรียนธรรมชาติชวนเยาวชนรับบท ‘นักสืบสายลม-สายน้ำ’
SD GULF เปิดห้องเรียนธรรมชาติชวนเยาวชนรับบท ‘นักสืบสายลม-สายน้ำ’
ดูทั้งหมด

ทวงถาม ‘ยักษ์เชฟรอน’ น้ำมันรั่ว…อีกกี่ครั้งที่ระยอง ?

16 ก.พ. 2565 | 14:00น.
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : กฤษณา ไพฑูรย์

ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง “ซ้ำซาก” ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด หรือ SPRC ที่ทำ “น้ำมันดิบ” รั่วจาก “ท่ออ่อนใต้ทะเล” ตรงจุดเดิมเป็นครั้งที่ 2 ประมาณ 5,000 ลิตร บริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึก หรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล (SPM) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 โดยจุดพบมีคราบน้ำมันรั่วไหลอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 5 กม.

ด้วยระยะเวลาห่างกันเพียง 16 วัน หลังจากที่ทำน้ำมันดิบ 39 ลิตร รั่วไหลครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 ยังไม่ทันจางหาย !

โดยรอย “แผลเก่า” ที่บาดลึกหัวใจคนระยองครั้งแรก ยังไร้ซึ่งความชัดเจนในเรื่องมูลค่าในการเยียวยา ต่อชาวประมงพื้นบ้าน แม่ค้าขายอาหารทะเล รวมถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดระยอง

แม้วันนี้การมองด้วยสายตาเปล่าไม่เห็นคราบน้ำมันดิบ 39 ลิตร ที่รั่วไหลครั้งแรกล่องลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เพราะถูกกดลงไปใต้ทะเลด้วยสารเคมีกำจัดคราบน้ำมัน (dispersant) 85,000 ลิตร แต่นักวิชาการหลายคนฟันธงว่า นั่นคือมหันตภัยร้ายต่อสัตว์ทะเล ปะการัง และระบบนิเวศอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งกว่าจะฟื้นฟูให้กลับคืนมา คงไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาอีกหลายปี

“สนธิ คชวัฒน์” ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหลายสถาบัน รวมถึงสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้โพสต์ในเพจส่วนตัว ขออนุญาตหยิบยกมา…..

ระวัง ! สัตว์ทะเลที่ปนเปื้อนคราบน้ำมันดิบไม่สามารถรับประทานได้ ทั้งโลหะหนักและสารก่อมะเร็ง

1.เมื่อดูจากเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของน้ำมันดิบทั่วไป (MSDS) พบว่า น้ำมันดิบมีองค์ประกอบทางเคมีของสารไฮโดรคาร์บอนประเภท Alkane, N-Hexane, Cycloalkane, Isopentane และที่สำคัญคือ สารประเภท aromatic hydrocarbon ประเภทสารเบนซิน รวมทั้งมีส่วนผสมของทั้งสารไนโตรเจน ออกซิเจน และกำมะถัน เป็นองค์ประกอบ

นอกจากนี้ ยังมีสารโลหะหนักปะปนอยู่ด้วย ได้แก่ เหล็ก นิกเกิล ทองแดง วานาเดียม รวมทั้งปรอทและแคดเมียม เป็นต้น

2.สัตว์ทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ที่อยู่ในพื้นที่ที่น้ำมันรั่วไหลคืออ่าวมาบตาพุด จะได้รับการปนเปื้อนจากคราบน้ำมันและชิ้นน้ำมันที่แตกตัวจากสารเคมี ทำให้ได้รับสารไฮโดรคาร์บอน เช่น สารเบนซิน สารเฮกเซน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และโลหะหนักเข้าไปปริมาณมาก อาจทำให้สัตว์น้ำตายได้ แต่บางตัวหากไม่ตายก็ยังสะสมสารพิษดังกล่าวไว้ปริมาณมากเช่นกัน

3.ที่สำคัญคือห้ามนำสัตว์น้ำที่ตายจากคราบน้ำมัน และสัตว์น้ำในพื้นที่ดังกล่าวและใกล้เคียงมาเป็นอาหารรับประทาน ถึงแม้จะทำให้สุกแล้วก็ตาม ซึ่งความร้อนทำให้สารเบนซินและไฮโดรคาร์บอนระเหยออกได้บางส่วน แต่ก็ยังมีส่วนที่เหลือตกค้างในตัวของสัตว์น้ำบ้าง แต่โลหะหนักต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ในตัวของสัตว์น้ำจะไม่ออกไปด้วย ยังสะสมในเนื้อของสัตว์น้ำต่อไป ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างมาก

4.ต้องยอมรับว่าอาหารทะเลของจังหวัดจะได้รับผลกระทบอย่างสูง ประมงเรือเล็ก ประมงพื้นบ้านจะลำบาก แหล่งท่องเที่ยวจะเงียบเหงา รัฐบาลต้องมีมาตรการเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ข้อสังเกต พื้นที่มาบตาพุดถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษตั้งแต่ปี 2552 เป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว เรายังไม่สามารถก้าวข้ามได้ กลับมีมลพิษเพิ่มขึ้นทุกปี จึงเห็นควรมีการทบทวนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย สำหรับเมืองอุตสาหกรรมใหม่ได้แล้ว…

นอกจากนี้ “อาจารย์สนธิ” ได้ทวงถามถึงมาตรฐานในการป้องกันน้ำมันรั่วของ SPRC อีกครั้งว่า “…ได้ดำเนินการถูกต้องตามมาตรฐานสากลในการสูบน้ำมันดิบผ่านทุ่นกลางทะเลมายังโรงกลั่นดังกล่าวหรือไม่ แม้แต่นำท่อรับน้ำมันจากทุ่นกลางทะเลมาซ่อมแซมยังไม่มีมาตรการที่เป็นมาตรฐาน จึงทำให้เกิดน้ำมันรั่วลงทะเลมาบตาพุดอีกครั้งถึง 5000 ลิตร”

อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ (11 ก.พ. 65) กรมเจ้าท่า (จท.) ได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ในฐานะผู้เสียหาย เข้าแจ้งความ แบ่งเป็น 4 ฐานความผิด คือ 1.ฐานความผิดมาตรา 119 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 แก้ไขเพิ่มเติม

และ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2535 กรณีก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นคดีที่ต่างกรรมต่างวาระกับการกระทำผิด ซึ่งได้ร้องทุกข์ไปแล้วเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2565

2.ฐานความผิดมาตรา 297 แห่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 และแก้ไขเพิ่มเติม ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า ที่สั่งให้ระงับการใช้งานทุ่นเทียบเรือจนกว่าจะซ่อมแซมแก้ไขให้แล้วเสร็จ รวมทั้งจะต้องใช้ความระมัดระวังโดยกำหนดขั้นตอนและวิธีการตลอดจนมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้
มีการรั่วไหลในขั้นตอนการแก้ไขหรือซ่อมแซม โดยจะต้องมีหลักฐานการตรวจสอบที่สามารถยืนยันว่า ไม่มีน้ำมันค้างท่อส่งสินค้า และแจ้งให้สำนักงานเจ้าท่าทราบก่อนดำเนินการทุกครั้ง พร้อมทั้งจัดทำมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหล แต่บริษัทกลับฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง รวมทั้งไม่ตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีน้ำมันค้างอยู่ในท่อก่อนการดำเนินการ จนเป็นเหตุให้น้ำมันรั่วลงทะเล

3.ในฐานความผิดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

4.ฐานความผิดตามกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายควบคุมมลพิษ เป็นต้น เพื่อให้พนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป

แต่ปัญหาน้ำมันรั่วที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง ในเวลาห่างกันเพียง 16 วัน คงเป็นสิ่งที่คนไทยต้องทวงถามความรับผิดชอบกับ “เชฟรอน คอร์ปอเรชั่น” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ขอสหรัฐอเมริกา ซึ่งมียอดรายได้ปี 2021 ถึง 15.6 พันล้านดอลลาร์ ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 60% ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อประเทศไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ