เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

Wood Pellets เชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคต

03 พ.ย. 2565 | 08:13น.
Wood Pellets

Wood Pellets

คอลัมน์ : ระดมสมอง

ผู้เขียน : พงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่มีโอกาสถูกใช้แพร่หลาย ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าของไทยมากขึ้นในระยะข้างหน้า โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากภาครัฐที่มีเป้าหมายที่จะเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593

อีกทั้งแนวโน้มของราคาน้ำมันและพลังงานในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน จากผลกระทบความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่คาดว่าอาจจะยืดเยื้อ จึงเป็นปัจจัยที่กดดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าต้องปรับตัว โดยหนึ่งในทางเลือกคือ การหันมาใช้ Wood Pellets เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้ามากขึ้น

เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) คือเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น เศษไม้ยางพารา ทะลายปาล์ที่ผ่านการแปรสภาพโดยการอบไล่ความชื้น แล้วนำไปบดและอัดเป็นแท่งกลมที่มีความหนาแน่นสูง ซึ่งส่งผลให้เชื้อเพลิงดังกล่าวสามารถผลิตพลังงานความร้อนได้มากขึ้น อีกทั้งทำให้จัดเก็บได้ง่ายและยาวนานมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบันผู้ประกอบการของไทยยังใช้ Wood Pellets ค่อนข้างน้อย โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรและเคมีภัณฑ์

เช่น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทยที่เริ่มนำ Wood Pellets ไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานความร้อนในโรงงานปูนซีเมนต์ แต่โรงงานขนาดกลางและเล็กอื่น ๆ ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในเรื่องการดัดแปลงต่อเติมเครื่องกำเนิดไอน้ำเดิมที่ได้ติดตั้งกับเครื่องจักรไว้แล้ว ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้เชื้อเพลิง Wood Pellets ประกอบกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง Wood Pellets สูงกว่าเชื้อเพลิงชีวมวลค่อนข้างมาก จึงยังอาจไม่จูงใจให้โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้เชื้อเพลิง Wood Pellets ในการผลิตไฟฟ้ามากนัก

Krungthai COMPASS มองว่าในอนาคต Wood Pellets จะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก โดยมีสาเหตุหลัก 2 ประเด็น

1) เชื้อเพลิง Wood Pellets เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับมาตรการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon tax) ของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า รวมทั้งช่วยให้ภาครัฐสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ได้ง่ายขึ้น

เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวในการผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้า จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยลดภาษีคาร์บอนของสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลักในระยะยาว โดยการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง Wood Pellets จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03-0.106 kg CO2/หน่วย ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชีวมวลและถ่านหินที่จะปล่อยก๊าซดังกล่าวสูงถึง 0.203 kg CO2/หน่วย และ 0.911-0.930 kg CO2/หน่วย ตามลำดับ

2) การใช้ Wood Pellets เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานความร้อนแทนที่น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิต จะช่วยประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานความร้อนในกระบวนการผลิตจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร เคมีภัณฑ์เปลี่ยนมาดัดแปลงเครื่องกำเนิดไอน้ำให้สามารถรองรับเชื้อเพลิง Wood Pellets และหันมาใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวแทนที่น้ำมันดีเซล จะสามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยได้ถึง 64%

อย่างไรก็ดี ยังมีอุปสรรคที่ทำให้เชื้อเพลิง Wood Pellets ไม่ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากนักในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ยังสูง และไม่มีราคาอ้างอิงที่มีมาตรฐาน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวมากขึ้นในระยะยาว ภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมการใช้ Wood Pellets ดังนี้

1) ภาครัฐควรพิจารณารับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงขึ้นจากโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยการใช้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก ซึ่งจะทำให้ความต้องการเชื้อเพลิง Wood Pellets ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้นด้วย

2) ภาครัฐควรสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม เชื้อเพลิง Wood Pellets ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดราคาที่ใช้อ้างอิง รวมทั้งจัดตั้งและพัฒนาแพลตฟอร์มในการซื้อขายเชื้อเพลิง เพื่อให้ผู้ประกอบการสะดวกในการสั่งซื้อเชื้อเพลิง อีกทั้งสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

4