ผู้บริหารเอ็กซอนโมบิล เผยแนวโน้มอนาคตพลังงานโลก จนถึง ค.ศ. 2050
SUB: พลังงานทุกประเภทยังจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
คุณสุดา นิลวรสกุล กรรมการผู้จัดการ ประเทศไทย บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น (เอ็กซอนโมบิล) หนึ่งในบริษัทพลังงานระดับโลกของสหรัฐอเมริกา นำเสนอแนวคิดในการสร้างความยั่งยืนทางพลังงานในการบรรยายเรื่อง “ExxonMobil Global Outlook: Our View to 2050” ซึ่งจัดโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (PTIT) สำหรับผู้ชมในห้องประชุมและทางออนไลน์

คาดว่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโตขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง
ExxonMobil Global Outlook คาดว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 ล้านคนในปัจจุบันเป็นเกือบ 10,000 ล้านคนในปี ค.ศ 2050 (พ.ศ. 2593) หรือจะมีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคนในทุกๆ 6 วัน และเศรษฐกิจโลกก็จะโตขึ้น 2 เท่า ปัจจัยทั้งสองนี้จะส่งผลให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 15% เพื่อตอบสนองความต้องการในการยกมาตรฐานการครองชีพของประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนมากอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในสัดส่วนของแหล่งพลังงานของโลก นับจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2050 ซึ่งจะมาจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับการใช้ถ่านหินที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

คาดว่าการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และลมจะเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า จาก 2% เป็น 11% ของการใช้พลังงานของโลก ถ่านหินที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะถูกแทนที่ด้วยแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง เช่น พลังงานหมุนเวียน และก๊าซธรรมชาติซึ่งมีความเข้มข้นของคาร์บอนประมาณครึ่งหนึ่งของถ่านหิน โดยรวมแล้ว คาดว่าการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 80% เมื่อถึงปี 2050


อย่างไรก็ตาม น้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นสัดส่วนหลักในการใช้พลังงานของโลกในระดับ 54% เนื่องจากให้พลังงานมากกว่าพลังงานประเภทอื่นในปริมาณที่เท่ากัน พร้อมใช้งาน ราคาไม่แพง และเป็นวัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์หลายชนิด

คาดว่ารถยนต์ส่วนบุคคลจะใช้น้ำมันลดลงอย่างมาก ถึงกระนั้น น้ำมันจะยังคงจำเป็นในภาคอุตสาหกรรม และการขนส่ง เช่น การขนส่งทางเรือ รถบรรทุก และการบิน ซึ่งเป็นภาคที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เมื่อถึงปี 2050 เนื่องจากเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่องและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า การผลิตไฮโดรเจน และให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรมและอาคาร

ภายในปี 2050 เอ็กซอนโมบิลยังคาดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลง 25% ทั้งนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำร่วมกันเพื่อไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2°C

ปัจจัย 3 ประการ ที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน
ช่วงสุดท้าย คุณสุดา ได้เน้นย้ำปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพลังงานประสบความสำเร็จ ได้แก่ นโยบาย เทคโนโลยี และวิธีการแก้ปัญหาที่ขับเคลื่อนด้วยตลาด ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือในวงกว้างระหว่างรัฐบาล บริษัท มหาวิทยาลัย ฯลฯ

ประการแรก เอ็กซอนโมบิลเชื่อว่านโยบายสาธารณะที่ชัดเจนและต่อเนื่องสามารถจูงใจให้เกิดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง การลดขั้นตอนในการขอใบอนุญาตเพื่อสร้างความคล่องตัวในการสร้างวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
ประการที่สอง เทคโนโลยีในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่คุ้มค่าที่สุดในเวลาที่เหมาะสม โดยภาครัฐต้องมีนโยบายที่จะส่งเสริมการแก้ปัญหาที่อาศัยเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน
ประการที่สาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก จะต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้คุณค่าและมูลค่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบครบวงจร โดยกำหนดราคาคาร์บอนที่โปร่งใสเพื่อสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้บริโภค และกระตุ้นตลาดคาร์บอน
