เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ปลากัดไทยนิยมทั่วโลก ปี 2568 กรมประมงจับมือไปรษณีย์ส่งทั่วไทย

12 ก.ค. 2568 | 09:59น.

กรมประมง เผย ปลาสวยงาม ปลากัดไทย ได้รับความนิยมทั่วโลก ปี 2567 ส่งออกกว่า 1,000 ล้านบาท จับมือไปรษณีย์ไทยพร้อมส่งทั่วไทย เตรียมส่งทั่วโลก ชี้กรมประมงพร้อมสนับสนุนเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกมิติ

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในปัจจุบันการเลี้ยงปลาสวยงาม เป็นงานอดิเรกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีการซื้อขายทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยจากสถิติของธนาคารโลกในปี 2567 มีมูลค่าการซื้อขายทั่วโลก ประมาณ 10,000 ล้านบาท ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่าพันล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 11% โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกในการผลิตสัตว์น้ำสวยงามส่งออก          

สัตว์น้ำที่สำคัญในการส่งออก ได้แก่ ปลากัด โดยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 รัฐบาลได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกย่องให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ปัจจุบันปลากัดได้รับการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธุ์จากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงจนเกิดรูปร่างลักษณะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งสีสันที่สวยงามจนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จนนำไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์

โดยประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกปลากัดประมาณ 400 ล้านบาท หรือราว 40% ของการส่งออกสัตว์น้ำทั้งหมด รองลงมา  คือ ปลาทอง (7.3%) ปลาหางนกยูงและปลาสอด (6.4%) กุ้งสวยงาม (5.8%) กลุ่มปลาหมอสีและปลาออสการ์ (3.9%) และปลาชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะปลาสวยงามพื้นเมืองของประเทศไทย เช่น ปลาก้างพระร่วง ปลาลูกผึ้ง ปลาซิวต่าง ๆ มีประเทศผู้นำเข้าสำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา (20%) สหภาพยุโรป (13.2%) จีน (10%)           

กรมประมงเล็งเห็นถึงมูลค่าการส่งออกที่จะกลับมาเป็นเม็ดเงินให้กับเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประกอบกับตลาดเดิมที่ยังมีส่วนแบ่งอีกมากให้ช่วงชิง และตลาดใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องเข้าไปถือครองส่วนแบ่งทางการตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประมง ที่มุ่งเน้นการสร้างอาชีพ สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพผลผลิตสัตว์น้ำ เพิ่มช่องทาง เพิ่มตลาดให้เกษตรกรไทย เพื่อสร้างรายได้สู่ครัวเรือนเกษตรกร

ดังนั้น การเตรียมพร้อมเรื่องข้อกำหนดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำสวยงามของประเทศผู้ค้า จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถผลิตและส่งออกได้ตามมาตรฐาน เงื่อนไข และข้อกำหนดของผู้ค้า รวมถึงการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด ทั้งความสวยงาม ความแปลกใหม่และมีสายพันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อให้สินค้ามีความหลากหลาย สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้          

กรมประมงจึงได้พัฒนาแผนปฏิบัติการพัฒนาสัตว์น้ำสวยงาม พ.ศ. 2566 – 2570 โดยรวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาหารือ จนได้ 4 ยุทธศาสตร์ 13 แนวทาง หรือ 13 แผนงาน ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง การส่งเสริมการตลาด และการส่งออก ลดเงื่อนไขและข้อจำกัดในการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ มีวิสัยทัศน์ คือ “เป็นผู้นำการผลิตและการค้าสัตว์น้ำสวยงามที่มีมาตรฐานเพื่อการส่งออกและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำสวยงามของไทยเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายภายใต้วิสัยทัศน์และพันธกิจ จึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้          

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ เพื่อให้ได้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำที่นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานคุ้มค่ากับการลงทุน         

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการด้านระบบมาตรฐานและการจัดการฐานข้อมูล เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตของเกษตรกรผู้ผลิตสัตว์น้ำสวยงามให้ได้ปริมาณ มีคุณภาพและได้มาตรฐานที่มีความยั่งยืนในอาชีพ          

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ และผู้ประกอบการ มีองค์ความรู้และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำไปปรับใช้ในการผลิตอย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขยายช่องทางการตลาดของสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในเรื่องการตลาดและการเข้าถึงตลาดเพื่อนำไปสู่การปรับกระบวนการผลิตที่ตอบสนองกับความต้องการของตลาด          

กรมประมงยังมีการจัดงานประมงน้อมเกล้าฯ ขึ้นทุกปี โดยในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2568 เป็นครั้งที่ 35 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ โดยภายในงานจะมีการประกวดปลาสวยงาม 7 ชนิด 76 ประเภท มากกว่า 3,000 ตู้ การประกวดในครั้งนี้ถือเป็นงานประกวดปลาสวยงามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงปลาสวยงามของไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของการค้าปลาสวยงามทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เพาะเลี้ยง นักสะสม และผู้ชื่นชอบปลาสวยงาม ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และชื่นชมความงามของปลาสายพันธุ์ดี และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ในการเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำสวยงามของไทย

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้มีการจัดประกวดปลาแฟนซีคาร์ป เนื่องในงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 35” The 19th TNPA All Thailand Koi Show 2025 ขึ้น ณ MCC Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยมีนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เลขาธิการองค์กรระหว่างประเทศด้านการประมง ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า The Mall Department Store แขกผู้มีเกียรติ กลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ตลอดจนพี่น้องประชาชน ให้ความสนใจเข้าร่วมงาน

ซึ่งถือว่าการจัดงานครั้งนี้ เป็นการพัฒนาวงการเพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ปไปอีกระดับ เนื่องจากคณะกรรมการที่ตัดสินเป็นทีมงานจากประเทศญี่ปุ่น และยังได้รับความสนใจจากเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และทำให้ทั่วโลกเห็นว่าผู้เพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ปพัฒนาไปสู่ระดับสากลแล้ว          

นอกจากนี้ กรมประมงได้หาแนวร่วมในการขับเคลื่อนขยายช่องทางการขนส่งสัตว์น้ำ โดยดึงพันธมิตรอย่างไปรษณีย์ไทย ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีความพร้อม เข้ามาร่วมผลักดันด้านการขนส่งสัตว์น้ำ ผ่านการทำบันทึกข้อตกลง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2568 ได้มีการหารือล่าสุด เพื่อสรุปผลการทดสอบการขนส่งสัตว์น้ำมีชีวิตผ่านระบบขนส่งไปรษณีย์ไทย พร้อมทั้งร่วมกันพิจารณาเพิ่มชนิดสัตว์น้ำ ที่มีความสามารถในการดำเนินการขนส่งผ่านระบบไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมจากเดิมที่มี 7 ชนิด ได้แก่ ปลากัด ปลาสอด ปลาหางนกยูง กบ ปลาไหล กลุ่มหอยฝาเดียวและไข่หอย กลุ่มพรรณไม้น้ำ

โดยจากผลการทดสอบฯ มีสัตว์น้ำมีชีวิตที่ผ่านการทดสอบเพิ่ม จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายผักกาดทะเล และเห็ดทะเล ซึ่งกรมประมงจะดำเนินการเพิ่มรายชื่อชนิด/กลุ่มสัตว์น้ำลงในเอกสารแนบท้ายบันทึกข้อตกลง เพื่อให้เกษตรกรสามารถขนส่งสัตว์น้ำมีชีวิตดังกล่าวเพิ่มเติม ผ่านระบบไปรษณีย์ไทยได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2568 รวมทั้งหารือแนวทางการส่งออกสัตว์น้ำสวยงามไปต่างประเทศร่วมกับไปรษณีย์ไทย โดยพิจารณาขอบเขตความร่วมมือในการจัดทำบันทึกแนบท้ายข้อตกลงในการส่งออกสัตว์น้ำสวยงามไปต่างประเทศผ่านช่องทางไปรษณีย์ไทย เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้เพาะเลี้ยง ฟาร์ม

ผู้ประกอบการที่ส่งออกปลากัดและปลาสวยงาม โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรทุกระดับสามารถดำเนินการส่งออกสัตว์น้ำไปยังต่างประเทศได้โดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อหวังให้เกิดการเรียนรู้ สร้างช่องทางในการแข่งขัน และเปิดทางเลือกให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมประมง ปลากัด ส่งออก