สัมภาษณ์พิเศษ
“เราอยากเป็นพาร์ตเนอร์คนสำคัญที่สร้างอิมแพ็กต์ให้กับลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและอยากให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นเราเป็นที่พึ่งที่ไว้ใจได้” คำกล่าวของซีอีโอคนรุ่นใหม่ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ที่เพิ่งก้าวเข้ารับตำแหน่ง เมื่อต้นปี 2568 พร้อมประกาศทรานส์ฟอร์มสู่วิสัยทัศน์ใหม่ “The Most Recognized Partner in Inclusive Green Energy and Infrastructure across Asia”
ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GUNKUL ถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพลังงานสะอาด 100%
ไฟพร้อมกว่าเพื่อนบ้าน
เรายังมีจุดแข็งเพราะไทยมีศักยภาพหลายด้านในฐานะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามีความพร้อมทั้งด้านพลังงานสะอาด มีพลังงานไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่เป็นจุดแข็งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้ามาก อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้งานไฟฟ้าถึง 5% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ แต่พื้นที่และศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถขยายต่อได้ ทำให้ดีมานด์ส่วนหนึ่งไหลมาที่เพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และไทย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพด้านพลังงาน จึงเป็นแต้มต่อสำคัญของไทยในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงด้านไฟฟ้า
ไทยต้องมีโรดแมปพลังงานที่ชัดเจน
แผนพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) หรือ PDP 2018 ถือว่าล้าสมัยมาก แม้จะมีการร่าง PDP 2024 ไว้ แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้จริง เราคาดหวังว่าจะออกในปี 2025 ก็ยังไม่คืบหน้า
ปัจจุบันพอร์ตพลังงานของไทยยังเน้นฟอสซิล มีพลังงานสะอาดมีสัดส่วนประมาณ 22% ขณะที่ในร่าง PDP 2024 กำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดในปี 2573 ไว้ที่ 51% แต่จากงานวิจัยของ Bloomberg ระบุว่า เป้าดังกล่าวยังไม่เพียงพอ หากไทยต้องการไปถึงเป้า Net Zero สัดส่วนพลังงานสะอาดควรอยู่ที่ 71% ของพลังงานทั้งหมด เรามั่นใจว่าภาครัฐต้องการเร่งให้แผน PDP เสร็จสมบูรณ์ เชื่อว่าจะประกาศภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้าแน่นอน ซึ่งวันนี้สิ่งที่สำคัญคือ ความชัดเจนเรื่องกลยุทธ์ โรดแมป และเป้าหมายของรัฐ หากสามารถดำเนินการได้อย่างชัดเจน ไทยมีโอกาสที่จะเปลี่ยนสถานะจากผู้ตามให้กลายเป็น ผู้นำด้านพลังงานและดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาค
นักลงทุนรอ Direct PPA
จากที่เราคุยกับนักลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต่างชาติพบว่า บางรายยังลังเลต้องการคำตอบที่ชัดเจนเรื่องความมั่นคงด้านไฟฟ้า และความสามารถในการตอบโจทย์เป้า Net Zero ของตนเอง ซึ่ง Direct PPA คือคำตอบสำคัญ ซึ่งเป็นนโยบายที่อนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนสามารถขายไฟให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ หรือนักลงทุนต่างชาติโดยตรงผ่านสายส่งไฟฟ้า ถือเป็นนโยบายที่นักลงทุนรอคำตอบอยู่ เราเชื่อว่านักลงทุนมีความสนใจและอยากเข้ามาลงทุนในไทยอยู่แล้ว หากมีความชัดเจนเรื่อง Direct PPA ก็จะทำให้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนได้ทันที และกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม เรามองว่ายังมีความท้าทายและน่ากังวลอยู่ เพราะแม้เขาจะพัฒนาพลังงานสะอาดได้รวดเร็วและปริมาณมากกว่าไทยถึง 3 เท่า แต่การเติบโตที่รวดเร็วกลับทำให้โครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถตามทัน เกิดข้อจำกัดในการรองรับความต้องการในระยะยาว ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านความพร้อมและความสอดคล้องของโครงสร้างพื้นฐาน แม้เราจะก้าวช้า แต่เรามี A Long the Way ที่ต่อเนื่อง มีการพัฒนาและปรับปรุงมาอย่างมั่นคง ทำให้เราพร้อมสำหรับการรองรับนักลงทุนและการเติบโตของพลังงานสะอาด
งบฯลงทุน 4 หมื่นล้านเน้นฟิลิปปินส์
ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดของเรามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ และเราภูมิใจที่จะประกาศว่าเป็นพลังงานสะอาดทั้งหมด 100% โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมทั้งหมด 1,260 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการที่ COD แล้ว 170 เมกะวัตต์ โครงการรอ COD จำนวน 180 เมกะวัตต์ และโครงการรอเซ็นสัญญา PPA จำนวน 284 เมกะวัตต์ หลังจากรับตำแหน่งซีอีโอมา 6 เดือน ผลประกอบการที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าหมาย ผลกำไรสุทธิ (Net Profit) 6 เดือนแรกเติบโต 18-19% ขณะที่อัตราส่วนที่แสดงกำไรสุทธิเทียบกับรายได้ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้นจาก 10-15% เป็นประมาณ 20% โดยมาจากการปรับโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure), การปรับ Reoperation การตัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นและการควบคุมค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ บริษัทมีมูลค่างานรอรับรู้รายได้ (Backlog) ไตรมาส 2 ประมาณ 4,000 ล้านบาท ไตรมาส 3 สามารถเพิ่มเป็นเกือบ 8,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทจะรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ประมาณ 4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าใน โครงการพลังงานลม (Phase 2.1) ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้จะมีการเซ็นสัญญา PPA และในธุรกิจ New S-curve ซึ่งวางกลยุทธ์ตั้งแต่ต้นปีเพื่อปรับวิสัยทัศน์ใหม่ คาดว่าจะเกิดดีลใหม่ทั้งในด้านการลงทุนต่างประเทศ, ดาต้าเซ็นเตอร์ และธุรกิจ New S-curve อื่น ๆ
ส่วนงบฯลงทุนปีนี้ เรายังลงทุนไม่มากนัก แต่ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าวางกรอบการลงทุนไว้ที่ 35,000-40,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมโครงการที่เตรียมพัฒนาและรอจ่ายไฟ รวมถึงการลงทุนต่างประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการปรับปรุงโครงสร้าง Operation เพื่อเพิ่ม Productivity สำหรับการลงทุนต่างประเทศ เราโฟกัสฟิลิปปินส์เป็นหลัก โดยเน้นโครงการพลังงาน แสงอาทิตย์ และลม ในลักษณะร่วมทุนกับ Local Partner เพราะการที่เราไม่ได้ถือหุ้น 100% ทำให้การลงทุนราบรื่นมากขึ้น
ผนึก ตปท.ลุยดาต้าเซ็นเตอร์
ในกลุ่มธุรกิจใหม่ (New S-curve) ที่เราเห็นว่ามีศักยภาพเติบโตสูงที่สุด หนึ่งในนั้นคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมนี้มีโอกาสพลิกโฉมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง หากเราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายและกลยุทธ์ได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยมีโอกาสที่จะกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคอาเซียนตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีคำขอดาต้าเซ็นเตอร์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวนมาก นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการ Direct PPA เพราะต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและต่อเนื่อง
หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือ ดาต้าเซ็นเตอร์กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ขณะที่โรงไฟฟ้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เกิดความจำเป็นต้องอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ไฟฟ้าจากทั่วประเทศสามารถส่งไปยังจุดที่มีความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญของเรา ทั้งการก่อสร้างสายส่งและระบบจำหน่าย และยังเป็นการช่วยสนับสนุนภาครัฐในการพัฒนาระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์
ขณะนี้เรามีการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติใน 3 มุมมอง คือ 1.Coinvesting นักลงทุนต่างชาติต้องการพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อร่วมลงทุน 2.Green Supply ผ่าน Direct PPA ดูแลการจัดหาไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ตรงตามมาตรฐานของนักลงทุน 3.การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และสถานีไฟฟ้า เราสามารถช่วยหาโลเกชั่นที่เหมาะสมและซัพพอร์ตการลงทุน
คาด BESS ตัวเปลี่ยนเกม
อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญของพลังงานสะอาด ที่เราเห็นว่าจะเป็น Game Changer คือ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) เมื่อมองภาพรวมของประเทศไทยยังมีศักยภาพด้าน Pump Hydro Storage ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักพลังงานขนาดใหญ่สามารถช่วยบาลานซ์ความต้องการไฟฟ้า ของประเทศได้ ขณะเดียวกันแบตเตอรี่จะเข้ามาช่วยซัพพอร์ตระบบไฟฟ้า ทำให้เราสามารถบาลานซ์ดีมานด์และซัพพลายได้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตลอด
โดยรายงานของ Bloomberg ระบุว่า ปัจจุบันไทยยังใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าค่อนข้างสูง แต่โซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ที่จับคู่กับแบตเตอรี่ สามารถเอาชนะพลังงานฟอสซิลได้ และหากราคาแบตเตอรี่ลดลงอีก 30-40% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ตลาดแบตเตอรี่ไทยมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 90 เท่า จากปี 2023 ทั้งนี้ ราคาปัจจุบันของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ โดยเริ่มต้นประมาณ 220-250 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถลงทุนและขยายตลาดได้อย่างคุ้มค่า