1.5 หมื่นบ้านเข้าโซลาร์ชุมชน ก.พลังงานให้ส่วนลดค่าไฟ 20%
ภาษีโซลาร์เซลล์
ในงานเสวนา “4 เดือน สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะทำงานสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการดำเนินงาน Quick Big Win ของ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงไทม์ไลน์โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนนโยบายเรือธงของรัฐบาล
ค่าไฟงวดหน้าต่ำกว่า 3.94 บาท
นายกุลิศเปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนนี้ สิ่งที่จะเห็นได้ชัดเจนจากภาคพลังงาน คือ การบริหารจัดการค่าพลังงาน โดยปัจจุบันมีการตรึงค่าไฟงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 จะอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกัน ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเข้าไปแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก โดยอาศัยการกู้เงินจากสถาบันการเงินรวมกว่า 120,000 ล้านบาท เพื่อใช้พยุงราคาพลังงานในช่วงวิกฤต
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯอยู่ระหว่างทยอยชำระหนี้ดังกล่าว เหลือยอดคงค้าง 14,754 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มค่าไฟฟ้างวดถัดไป หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงทางภูมิรัฐศาสตร์หรือสภาพอากาศหนาวจัดเกินปกติ กระทรวงพลังงานจะพยายามปรับลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 3.94 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า กระทรวงจะพยายามหาแนวทางเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน
เล็ง 300 ชุมชนผลิตไฟโซลาร์
โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยใช้โควตาที่เหลือจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับเดิม ที่กำหนดไว้ประมาณ 8,600 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีการลงนามสัญญาแล้วประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนของโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Big Lot) อีก 2,100 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ยังเหลือโควตาประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งจะนำมาใช้ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน
เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ไม่น้อยกว่า 300 ชุมชน หรือประมาณ 15,000 ครัวเรือน โดยรูปแบบการลงทุนจะให้ภาคเอกชนร่วมมือกับชุมชนพัฒนาโซลาร์ฟาร์ม หากขนาดกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ติดตั้งแผงโซลาร์ราว 2,000 แผง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 4,000 หน่วยต่อวัน หรือประมาณ 120,000 หน่วยต่อเดือน
ตั้งราคารับซื้อไฟ 2.10 บาท
ขณะที่เงื่อนไขการดำเนินโครงการ โรงไฟฟ้าจะต้องมีจุดเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 4,700 จุดทั่วประเทศ โดยแต่ละพื้นที่มีความสามารถรองรับกำลังผลิตไม่เท่ากัน เช่น 3 เมกะวัตต์ หรือ 5 เมกะวัตต์ ทำให้โครงการกำหนดขนาดโรงไฟฟ้าได้ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อแห่ง เมื่อมีการจับมือระหว่างชุมชนและเอกชนแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดจะรับรองโครงการและเข้าสู่ข้อเสนอตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
หลังจากนั้น กฟภ.รับซื้อไฟฟ้าสะอาดจากโครงการในอัตราประมาณ 2.17 บาทต่อหน่วย เข้าสู่ระบบ Grid กฟผ. และคำนวณค่าไฟปกติจากประชาชน 3.94 บาทต่อหน่วย เพื่อจะเป็นการเพิ่มไฟฟ้าสีเขียวเข้าในระบบ ขณะเดียวกันชุมชนก็จะได้รับส่วนลดค่าไฟ 20% ลดลงประมาณ 80 สตางค์ จากอัตราปกติ 3.94 บาทต่อหน่วย ทำให้จ่ายค่าไฟประมาณ 3.10 บาทต่อหน่วย นอกจากนี้ ส่วนแบ่งหรือผลตอบแทนที่ได้จากการขายไฟชุมชนและเอกชนสามารถตกลงร่วมกันได้
ส่วนโครงการโซลาร์เพื่อการเกษตร เป็นการติดตั้งระบบโซลาร์เพื่อสูบน้ำแทนการใช้ระบบไฟฟ้า และเก็บไว้ในแท็งก์น้ำ ทำท่อส่งแยกไปตามพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่ง 1 ระบบครอบคลุม 600 ไร่ ใช้งบฯราว 10 ล้านบาท ประกอบด้วยแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แท็งก์น้ำ ท่อสายประธาน และท่อน้ำต่อเข้าพื้นที่เกษตรกรรม โดยภายใน 4 เดือนนี้เริ่มดำเนินการติดตั้งทันที 50 ระบบ ผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
คาดว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 ขณะที่อีก 700 ระบบ จะดำเนินการผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คาดว่าจะประกาศผลโครงการในเดือนมกราคม 2569 และเริ่มดำเนินการได้เดือนกรกฎาคม 2569
ส่วนมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย คาดว่าจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือนตุลาคมนี้ และคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนพฤศจิกายนปี 2568 สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 20,000 ล้านบาท และประหยัดไฟ 585 ล้านบาทต่อปี
กฟผ.ทุ่ม 3 พันล้านขยายสายส่ง
ขณะที่มาตรการรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง (Direct PPA) สำหรับ Data Center ขนาดรวม 2,000 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าสะอาดสามารถขายตรงไปยังระบบส่งของ กฟผ. หรือระบบจำหน่ายของ กฟภ. และส่งตรงถึง Data Center ได้ทันที เบื้องต้นจะนำร่องในพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 1,500 เมกะวัตต์ สำหรับ Data Center และอีก 500 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) สำหรับการรองรับความมั่นคงระบบไฟฟ้า กฟผ.ได้เตรียมพัฒนาระบบสายส่งและระบบจำหน่ายให้เพียงพอ
โดยวางแผนขยายระบบสายส่งรองรับกำลังผลิตเพิ่มเติมอีก 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งในปีนี้จะลงทุน 800 เมกะวัตต์ ในสถานีไฟฟ้าย่อยสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ขณะที่ในปี 2571 จะขยายเพิ่มอีก 950 เมกะวัตต์ ในอำเภอบ้านบึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยรวมมูลค่าลงทุนทั้งโครงการ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรองรับการใช้ไฟฟ้าเชิงอุตสาหกรรมและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด
เล็งปรับไส้ในแผน PDP ใหม่
นายกุลิศกล่าวถึงการจัดทำแผน PDP ว่า ปัจจุบันยังใช้แผน PDP 2018 ทั้งที่ปกติควรมีการปรับปรุงทุก 3 ปี แม้จะมีการร่าง PDP 2024 ไว้แล้ว แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงเตรียมตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในแผน PDP ใหม่ให้มากที่สุด เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศ
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้พลังงานฟอสซิลควบคู่กับศักยภาพการผลิตพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความสมดุลที่เหมาะสมในระบบพลังงานของประเทศ
ปัจจุบันหลายโรงงานได้หันมาใช้ระบบผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน (Independent Power Supply : IPS) ส่งผลให้พีกไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ “พีกไฟฟ้า” เกิดในช่วงกลางวันหรือบ่าย กลับเลื่อนไปอยู่ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. ดังนั้นควรพิจารณา IPS ให้ชัดเจน และระบุไว้ในแผน PDP ฉบับใหม่ เนื่องจากแผน PDP 2018 ไม่ได้รวม IPS ส่งผลให้สัดส่วนกำลังผลิตสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) สูงขึ้น
อย่างไรก็ดี กระทรวงได้เร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ หรืออย่างช้าภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน