เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“ศุภจี” ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทย “Quick Big Win”

27 ต.ค. 2568 | 13:50น.

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายเร่งเครื่องเศรษฐกิจ “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อการเติบโตระยะยาว ดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างเป็นผู้แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีสนทนาแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งจัดโดย สภาธุรกิจอาเซียน ในห้วงสัปดาห์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ว่า ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน แม้ว่าขณะนี้ มีสถานการณ์ที่ท้าทายหลายเรื่อง แต่รัฐบาลมีแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างชัดเจนมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้นที่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและวางรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ

โดยมีมาตรการสำคัญ อาทิ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนกว่า 13-14 ล้านคน และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุน SMEs เข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ด้วยมาตรฐาน การอบรม และการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยโครงการ “Fast Plus Pass” ที่ลดขั้นตอนทางราชการและเร่งการอนุมัติของ BOI เพื่อให้นักลงทุนตั้งกิจการในไทยได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ เป้าหมายระยะยาวจะใช้จุดแข็งของไทยในด้านการเกษตรสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค พร้อมส่งเสริมภาคเอกชนปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยระบุ 7 อุตสาหกรรมอนาคตที่จะเป็นหัวใจในการยกขีดความสามารถของประเทศ ได้แก่ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ

พร้อมกันนี้ ไทยยังมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมโยงจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบทบาทของไทยในฐานะประธานการเจรจาจัดทำความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งจะยกระดับอาเซียนให้เป็นภูมิภาคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความเชื่อมโยง แข็งแกร่ง และยืดหยุ่น

แม้รัฐบาลจะมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจำกัด แต่ย้ำว่า ประเทศไทยมีแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการสร้าง “ชัยชนะทางเศรษฐกิจระยะสั้น” โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเร่งด่วนให้กับประชาชน ควบคู่กับการสร้างรากฐานเศรษฐกิจอนาคต เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเปิดกว้างของภูมิภาคอีกครั้ง

ขณะที่ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก นางศุภจี ระบุว่า การประชุมนี้เพื่อร่วมกำหนดบทบาทและทิศทางของอาเซียนในด้านเศรษฐกิจและการเมืองความมั่นคงให้ทันกับบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

การประชุมร่วมของเสาเศรษฐกิจและความมั่นคงในครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ กำลังรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก โดยในด้านเศรษฐกิจจะต้องรับมือกับแรงกดดันที่เกิดขึ้น ซึ่งการประชุมร่วมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและแสดงถึงการสอดประสานกันในการกำหนดทิศทางของสองเสาหลักอาเซียน ต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางภาวะแรงกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ถือเป็นโอกาสของภูมิภาคที่จะได้ร่วมกันออกแบบระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งจะเน้นเศรษฐกิจแบบเปิด คำนึงถึงทุกภาคส่วนอย่างครอบคลุม และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยไทยเน้นย้ำ การรวมกลุ่มของภูมิภาคที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นและเสริมแกร่งการค้าและการลงทุนภายในอาเซียน ซึ่งเสาเศรษฐกิจได้อัพเกรดความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ATIGA Upgrade) และเร่งเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือดีฟ่า (DEFA) เพื่อรองรับประเด็นการค้าใหม่ สร้างระบบนิเวศรองรับการค้าดิจิทัล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้มากขึ้น ตลอดจนยกระดับ FTA กับคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน และอินเดีย รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำ RCEP ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้จะย้ำถึงบทบาทความเป็นผู้นำของอาเซียนด้านการค้าเสรีและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของอาเซียนในการเสริมสร้างภูมิภาคนิยมให้เป็นรากฐานของระบบพหุภาคีที่ยึดมั่นในกติกา

การกำหนดทิศทางในด้านการค้า จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้ที่ปฏิบัติและได้รับผลโดยตรงจากนโยบายและมาตรการทางการค้า และจะช่วยสะท้อนปัญหา อุปสรรค และเสนอแนะภาครัฐในการปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง