Skip to content

สมาคมอาหารแนะใช้โควตานำเข้า รับมือสินค้าสหรัฐ 0%-ป้องเกษตรไทย

06 พ.ย. 2568 | 10:42น.
สมาคมอาหารแนะใช้โควตานำเข้า รับมือสินค้าสหรัฐ 0%-ป้องเกษตรไทย

สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ชี้กรอบข้อตกลงไทย-มะกัน แค่แถลงการณ์ร่วม ยังต้องเจรจารายละเอียดเชิงลึก ระบุไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกประเทศส่งออกสหรัฐต้องทำตาม ไม่เข้าร่วมเท่ากับเสียสิทธิ แนะตั้งมาตรฐานนำเข้า กำหนดโควตานำเข้า พร้อมใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อม บริหารแบบสมดุล ช่วยดูแลเกษตรกรในประเทศได้ ชี้ต้องปรับตัวถึงจะอยู่รอดได้

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มุมมองสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ต่อกรอบความตกลงการค้าไทย-สหรัฐ กรอบความตกลงการค้าเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (Framework for a United States-Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ดี เอกสารฉบับนี้เป็นเพียงแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) มิใช่ข้อตกลงผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และยังต้องมีการเจรจาในรอบถัด ๆ ไป เพื่อหารือเชิงลึกในรายละเอียดของแต่ละประเด็น ทั้งด้านการเปิดตลาด มาตรการคุ้มครองเกษตรกร มาตรฐานการผลิต และการค้าดิจิทัล ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สมาคมมองว่า กรอบนี้คือ “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่มาพร้อมแรงกดดันเชิงโครงสร้าง ซึ่งแม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถใช้เป็นแรงผลักให้ไทยยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจในระยะยาว คือ

1.มาตรฐานของสหรัฐ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือเกณฑ์สากลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อกำหนดของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture หรือ USDA) และ Food and Drug Administration หรือ FDA ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพราะทุกประเทศที่ต้องการเข้าสู่ตลาดสหรัฐ ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว เช่น ระบบความปลอดภัยอาหารภายใต้ FSMA (Food Safety Modernization Act) การรับรองโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP/HACCP ระบบ Traceability ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งวัตถุดิบ

ในทางกลับกัน สหรัฐพยายามทำให้มาตรฐานของตนเองกลายเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้สินค้าสหรัฐได้รับการยอมรับทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ ก็สามารถใช้กลไกแบบเดียวกันกับที่สหรัฐใช้ มาเป็นระบบในการคัดกรองสินค้านำเข้าได้เช่นกัน ตัวอย่าง เช่น การนำหลักเกณฑ์ใน FSMA ของสหรัฐ ซึ่งให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง (Preventive Control)

โดยผู้นำเข้าอาจกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System) ตามแนวทางของ FSMA เพื่อสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน หรือบังคับให้ผู้ส่งออกต้องมีการรับรองเทียบเท่ามาตรฐานสากล เช่น HACCP หรือ GFSI

2.การเปิดนำเข้าสินค้ากว่า 99% ในอัตราภาษี 0% จากสหรัฐ เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย การเปิดตลาดอย่างเสรีอาจส่งผลให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะในกลุ่มข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม ต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคาและความไม่สมดุลของอุปสงค์-อุปทานภายในประเทศ สมาคมจึงเห็นว่ารัฐควรบริหารอย่างมีสมดุล โดยใช้มาตรการ SPS/TBT ตามหลักวิทยาศาสตร์ จัดระบบ Import Quota ตามฤดูกาลหรือภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งเสริมการแปรรูปมูลค่าสูง เช่น Future Food/Functional Food เพื่อลดการพึ่งพาสินค้าดิบ

3.ทางออกของประเทศต่าง ๆ : รักษาสมดุลระหว่างการเปิดตลาดกับการปกป้องเกษตรกร ประเทศที่เจรจากับสหรัฐ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือเม็กซิโก ต่างเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน
แต่เลือกใช้แนวทางบริหารสมดุล เช่น กำหนดโควตานำเข้าเฉพาะช่วงที่ผลผลิตในประเทศต่ำ อนุญาตให้นำเข้าเฉพาะปริมาณที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม ใช้มาตรฐานสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์กรองสินค้า

4.มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น การตรวจสอบแหล่งวัตถุดิบ การลดการปล่อยคาร์บอน และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน จะไม่ใช่เพียงภาระต้นทุน แต่กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของผู้ส่งออกไทย เพราะในอีกทางหนึ่ง วัตถุดิบที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมสามารถใช้ผลิตและแปรรูปเพื่อส่งออกไปยังตลาดที่มีกฎระเบียบเข้มข้น เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้โดยไม่ถูกปฏิเสธ

5.การแข่งขันโลกใหม่ ปัจจุบันตลาดโลกไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ราคา” แต่แข่งขันกันด้วย “ความน่าเชื่อถือของระบบมาตรฐาน” ทุกภูมิภาคกำลังเพิ่มกติกาใหม่ เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป Traceability System ในสินค้าอาหารและเกษตร มาตรฐานสิทธิมนุษยชนแรงงานในห่วงโซ่การผลิต มาตรฐานของ USFDA และ EU (EFSA/EC Regulation) แม้ต่างรูปแบบ แต่มีแกนกลางเดียวกันคือ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย และความโปร่งใส” ดังนั้น ไทยต้องลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ, ระบบผลิตคาร์บอนต่ำ และการบูรณาการมาตรฐานกับตลาดหลักทั่วโลก

6.หากไม่ปรับตัว ตลาดจะไหลไปอยู่ในมือประเทศอื่น ในเชิงเศรษฐศาสตร์การค้า “ทางออกที่เลือกไม่ได้” (No Real Exit Option) หมายถึง ประเทศคู่ค้าขนาดกลางไม่สามารถปฏิเสธเงื่อนไขของประเทศมหาอำนาจได้โดยไม่สูญเสียตลาด หากไทยไม่ยอมรับมาตรฐานของสหรัฐ เช่น USDA หรือ FDA สินค้าไทยจะเข้าตลาดสหรัฐยากขึ้น ขณะที่ประเทศที่ยอมรับ เช่น เวียดนาม เม็กซิโก หรือเกาหลีใต้ จะได้สิทธิส่งออกแทน อีกนัยหนึ่ง การไม่เข้าร่วม = การเสียสิทธิโดยพฤตินัย (De facto Disadvantage) 7.บทสรุป สิ่งที่ไทยเลือกได้คือ แนวทางการปรับตัว

อย่างไรก็ดี สมาคมเสนอแนวทางหลัก 3 ประการ คือ 1.ยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล สนับสนุนโรงงานและผู้ส่งออกให้ผ่านมาตรฐาน FDA, USDA, EU ลงทุนในระบบ Traceability และคาร์บอนต่ำ 2.เสริมขีดความสามารถของ SMEs ไทย จัดโครงการ Technical Assistance และ Capacity Building พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและบรรจุภัณฑ์ได้มาตรฐาน 3.สร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับภาคเอกชนต่างประเทศ จับมือกับนักลงทุนสหรัฐ เพื่อร่วมพัฒนา Supply Chain ใช้กรอบนี้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีอาหารอนาคต