‘ไฟฟ้าสีเขียว’ โจทย์ใหญ่ รัฐเร่งแก้ก่อนยักษ์เอกชนทิ้งไทย
นที สิทธิประศาสน์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพูดถึง “พลังงานหมุนเวียน” ในประเทศไทยมักถูกผูกโยงกับประเด็นสิ่งแวดล้อม การลดโลกร้อน หรือพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ แต่วันนี้โจทย์สำคัญได้เปลี่ยนไปแล้ว การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดกลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการรักษาฐานการผลิตของไทยในเวทีโลก
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายนที สิทธิประศาสน์” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างพลังงานปี 2565 และปี 2568 พบว่า สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 17% แม้จะสะท้อนการเติบโตในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง กลับพบว่าการเติบโตของไทยยังอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างช้า แล้วต่อจากนี้ประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร
เวียดนามช้าแต่แรงกว่า
ผมจะชี้ให้เห็นอีกข้อมูลที่ว่า กลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิกที่ไม่รวมจีน เขาเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 19% เป็น 23% ขณะที่จีนเพิ่มจาก 30% เป็น 39% ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ขณะที่รัสเซียมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงมากจากการใช้พลังงานน้ำเป็นหลัก สหรัฐและรัสเซียมีสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินอยู่ในจังหวะที่ช้ากว่าหลายประเทศ และหากเปรียบเทียบกับตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีรายได้หลักจากน้ำมัน แต่กลับสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 15% เป็น 19% ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดประเทศที่มีทรัพยากรด้านแสงอาทิตย์และชีวมวลจำนวนมากอย่างไทย จึงยังมีสัดส่วนพลังงานสะอาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
แม้แต่ประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ปัจจุบันผลิตพลังงานหมุนเวียน 135 ล้านเมกะวัตต์ต่อชั่วโมง (MWh) ขณะที่ไทยทำได้เพียง 30 ล้านเมกะวัตต์ต่อชั่วโมงเท่านั้น
คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่แนวทางการกำหนดนโยบายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำของภูมิภาค โดยเฉพาะด้านพลังงานแสงอาทิตย์
ตั้งแต่ปี 2554 ไทยเริ่มพัฒนาโครงการโซลาร์อย่างจริงจัง กำลังการผลิตเพิ่มจากหลักสิบเมกะวัตต์เป็นหลักร้อย หลักพัน และแตะระดับประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2563
หลังจากนั้นการเติบโตกลับชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม ประเทศเวียดนาม ซึ่งเริ่มต้นช้ากว่า แต่กลับสามารถเร่งการลงทุนและขยายกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นสู่ระดับหลายหมื่นเมกะวัตต์ภายในเวลาไม่นาน เหตุผลหลักอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงนโยบาย ในอดีตภาครัฐมองว่าประเทศจำเป็นต้องสร้างตลาดพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นก่อน แม้ต้นทุนในเวลานั้นจะสูงกว่าพลังงานฟอสซิลก็ตาม จึงมีมาตรการสนับสนุนผ่านระบบ Adder เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน
แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นและต้นทุนลดลง แนวคิดด้านนโยบายกลับเปลี่ยนจากการสร้างตลาดในอนาคต มาเป็นการพิจารณาเฉพาะต้นทุนระยะสั้น ความกังวลเรื่องความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้การขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนชะลอลง ทั้งที่ในความเป็นจริงหลายประเทศทั่วโลกสามารถบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูงได้สำเร็จ ผ่านการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และกลไกตลาดไฟฟ้าสมัยใหม่
ไบโอแก๊สเป็นโอกาส
ปัจจุบันโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักในสัดส่วนมากกว่า 54% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด
ขณะที่พลังงานหมุนเวียนในประเทศอยู่เพียงราว 10% กว่า ๆ หากรวมไฟฟ้าพลังน้ำที่นำเข้าจากลาว สัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15-17% แต่ก็ยังถือว่าห่างไกลจากเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือ ในบรรดาพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด “ชีวมวลยังคงเป็นพระเอกของไทย” โดยมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของพลังงานหมุนเวียนรองลงมาคือ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอแก๊ส โดยเฉพาะไบโอแก๊สและไบโอมีเทน ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในอนาคต เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว
หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการผสมไบโอมีเทนเข้าสู่ระบบท่อก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนโดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่ทั้งหมด แนวทางดังกล่าวอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยมากกว่าการผลักดันไฮโดรเจนในระยะสั้น เนื่องจากท่อก๊าซเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับไฮโดรเจนโดยตรง และยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและเทคโนโลยีอีกจำนวนมาก
คู่ค้าไม่เขียวระวังเลิกค้า
แรงผลักดันสำคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ได้มาจากภาครัฐ แต่เป็นแรงกดดันจากภาคธุรกิจโลก เราเห็นจากมาตรการ CBAM หรือภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่กำลังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยมากกว่า คือ Corporate Policy ของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ตัวอย่างเช่น Toyota ที่ประกาศเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2578 เร็วกว่าเป้าหมายระดับประเทศของไทยถึง 15 ปี ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเป้าหมาย RE100 หรือการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ในกระบวนการผลิต ความท้าทายอยู่ที่ Toyota ไม่ได้ผลิตทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จำนวนมาก ซึ่งเป็นบริษัทคนไทยเกือบทั้งหมดที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต
นั่นหมายความว่า แรงกดดันเรื่องพลังงานสะอาดจะส่งต่อมายังผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยทุกระดับในห่วงโซ่อุปทาน
โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่อาจไม่มีศักยภาพด้านเงินลงทุนมากนัก หลายบริษัทข้ามชาติเริ่มประกาศนโยบาย No Offset อย่างชัดเจน มันหมายถึงไม่ต้องการให้คู่ค้าพึ่งพาการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือใบรับรองพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเห็นการลดการปล่อยคาร์บอนจริงในกระบวนการผลิต
ผมว่ามันเป็นสัญญาณสำคัญว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากการ “ซื้อเครดิต” ไปสู่การ “ลดจริง” เมื่อมองจากฝั่งผู้ประกอบการ จะพบว่าหลายโรงงานพยายามปรับตัวอย่างเต็มที่แล้ว อย่าง DELTA มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจนเต็มพื้นที่โรงงาน บางแห่งสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่า 40-50% แต่ปัญหาคือ พื้นที่ติดตั้งมีจำกัด เมื่อหลังคาเต็มแล้วการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดก็ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมเรียกร้องในวันนี้จึงไม่ใช่การขอเงินอุดหนุน แต่คือ การเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวจากระบบไฟฟ้าของประเทศ หรือ Utility Green Tariff (UGT) ที่สามารถรับรองได้ว่าไฟฟ้าที่ซื้อมีแหล่งกำเนิดจากพลังงานหมุนเวียน
ไทยผลิตไฟล้นแต่ไม่สะอาด
เรื่องที่ผมว่าน่าเป็นห่วง ถ้าหากประเทศไทยไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าสีเขียวได้เพียงพอ ความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมใหม่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีทางเลือกด้านพลังงานสะอาดมากกว่า ก็อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งหมดนี้นักลงทุนเขามีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวในปริมาณมหาศาล
อีกประเด็นหนึ่ง คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ “PDP” ในอดีตการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าระยะยาวบางช่วงมีความคลาดเคลื่อน ส่งผลให้มีการอนุมัติโรงไฟฟ้าจำนวนมากเกินความจำเป็น เมื่อกำลังผลิตสำรองเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่สำหรับพลังงานหมุนเวียนใหม่จึงถูกจำกัดตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “ไฟฟ้าล้นระบบ แต่พลังงานสะอาดเข้าไม่ได้” กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และมีเพิ่มเรื่องของนิวเคลียร์ขนาดเล็ก
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในปี 2593 ควรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 70% นั่นหมายความว่า ประเทศต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากระดับ 15% ในปัจจุบัน ขึ้นไปสู่ระดับ 70% ภายในเวลาไม่ถึง 25 ปี โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเพิ่มพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน ไม่ใช่เพียงการรักษาสิ่งแวดล้อม และไม่ใช่เพียงการทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในโลกยุคใหม่