ลุ้น FTA ช่วยส่งออกไทย ‘อียู-เอฟตา’ หนุนเกษตร-เครื่องนุ่งห่ม
FTA
ภาวะการส่งออกของไทยแม้จะสามารถขยายตัวได้ดีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขระยะสั้นเท่านั้น หากอยู่ที่การสร้าง “แต้มต่อถาวร” ให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลและภาคเอกชนมองตรงกัน คือ การเร่งผลักดันความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่สินค้าไทยหลายกลุ่มกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งสินค้าเครื่องนุ่งห่ม สินค้าเกษตร และกุ้งไทยที่เสียเปรียบคู่แข่งในตลาดสำคัญ
พาณิชย์เร่งดัน FTA

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังขยายตัวได้ดี และถือเป็นสถิติที่น่าพอใจ โดยเฉพาะหมวดสินค้าเกษตรที่กลับมาเติบโตโดดเด่น แต่การส่งออกที่ยังแข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าไทยจะวางใจได้ เพราะสถานการณ์การค้าโลกยังมี
ความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากข้อตกลงระหว่างประเทศที่ยังต้องติดตามเงื่อนไขการดำเนินการ
กระทรวงพาณิชย์ยังต้องเดินหน้านโยบายกระจายความเสี่ยงทางการค้าผลักดัน FTA และพิธีสารทางการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้นำความตกลงและพิธีสารด้านการค้าจำนวน 5 ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ
ประกอบด้วย 2 FTA ได้แก่ FTA ไทย-เอฟตา และ FTA ไทย-ภูฏาน รวมถึง 3 พิธีสาร ได้แก่ พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับสาธารณรัฐประชาชนจีน,
พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ATIGA และพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก หรือ WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง
และไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นในเศรษฐกิจโลก ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการค้าอย่างเต็มที่
FTA ช่วยลดต้นทุนภาษี
ในมุมภาคเอกชน นางสาวธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอพพาเรล ครีเอชั่น จำกัด (Apparel Creation) กล่าวว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมองว่า FTA ยังเป็นโจทย์สำคัญของไทย หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ซบเซา และภาคการผลิตต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากขึ้น
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ไทยไม่สามารถแข่งขันด้วยค่าแรงต่ำได้อีกต่อไป ภาคเอกชนเห็นว่า FTA จะช่วยสร้างแต้มต่อด้านภาษีและการเข้าถึงตลาด ทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้น เพราะหากไทยไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีรองรับ ผู้ประกอบการจะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่มีดีลทางการค้ากับตลาดหลักอยู่แล้ว และการส่งออกยังเป็นช่องทางสำคัญในการพยุงธุรกิจโรงงาน เพราะตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรองรับกำลังผลิตของอุตสาหกรรม
ต้องมีเงินทุน-Productivity
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมองว่า FTA เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่เดินคู่กับมาตรการสนับสนุนด้านเงินทุนและการยกระดับ Productivity ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโรงงานขนาดกลางและเล็กที่ยังเผชิญปัญหา Cash Flow จากการซื้อวัตถุดิบ ผลิตสินค้า ส่งมอบ และรอรับเงินตามเครดิตเทอม
ข้อเสนอสำคัญคือ ภาครัฐต้องช่วยปลดล็อกการเข้าถึงเงินทุน SMEs ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนระบบอัตโนมัติ ลีน ดิจิทัล AI และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้โรงงานไทยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และใช้ประโยชน์จาก FTA ได้จริง โดย FTA จะมีผลต่อผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม ก็ต่อเมื่อธุรกิจไทยมีความพร้อมด้านต้นทุน การผลิต และกำลังเงินเพียงพอที่จะเดินเข้าสู่ตลาดใหม่ได้ทันจังหวะ
กุ้งไทยรอ FTA ไทย-EU
สำหรับภาคเกษตรและอาหาร นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาครัฐควรเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป หรือไทย-EU ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อเปิดทางให้กุ้งไทยกลับเข้าสู่ตลาดยุโรป ซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่และให้ราคาสูงของอุตสาหกรรมกุ้งไทย หลังไทยเสียสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP ทำให้กุ้งไทยต้องเสียภาษีนำเข้าประมาณ 14-21%
ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามเสียภาษี 0% ส่งผลให้กุ้งไทยไม่สามารถแข่งขันในตลาดยุโรปได้ ซึ่งไทยเคยส่งออกกุ้งเข้าสหภาพยุโรปได้สูงถึงประมาณ 160,000 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 500 ตันต่อปี ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนการสูญเสียตลาดสำคัญอย่างชัดเจน
เพราะยุโรปเป็นตลาดที่ขายกุ้งได้ราคาสูง และอาจมีขนาดตลาดใหญ่กว่าสหรัฐด้วยซ้ำ นายเอกพจน์ยังมองว่า หากไทยสามารถเจรจา FTA ไทย-EU ได้สำเร็จ หรืออย่างน้อยผลักดันให้สินค้าในกลุ่มกุ้งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อน จะช่วยฟื้นตลาดสำคัญที่ไทยสูญเสียไป และมีผลโดยตรงต่อการยกระดับราคากุ้งไทยทั้งระบบ
ตลาดใหม่เพิ่มอำนาจต่อรอง
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งปัญหาโรค ต้นทุนการผลิตสูง ออร์เดอร์จากตลาดหลักอย่างสหรัฐและญี่ปุ่นชะลอตัว รวมถึงปัญหามาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ทำให้ช่องทางระบายผลผลิตแคบลง โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
ดังนั้น การเร่งเปิดตลาดใหม่และฟื้นตลาดเดิม โดยเฉพาะยุโรปผ่าน FTA ไทย-EU จึงเป็นหนึ่งในทางออกเชิงโครงสร้างที่จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดเฉพาะจุด เพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้ส่งออก และพยุงราคาหน้าฟาร์มให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า FTA ไม่ใช่เพียงกลไกทางการค้าระดับรัฐต่อรัฐ แต่เป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของโรงงาน ผู้ส่งออก เกษตรกร และห่วงโซ่การผลิตของไทยในระยะยาว ในวันที่เศรษฐกิจโลกยังเปลี่ยนแปลงเร็ว ไทยจึงต้องเร่งเดินหน้า FTA ทั้งฉบับที่เข้าสู่สภาแล้ว และฉบับยุทธศาสตร์อย่างไทย-EU เพื่อเปลี่ยนจากการรับมือความผันผวนรายครั้ง ไปสู่การสร้างแต้มต่อทางการค้าอย่างถาวรให้สินค้าไทยในตลาดโลก