พลิกวิกฤตขยะอาหาร 6 หมื่นล้าน ดันอีสานศูนย์กลางเศรษฐกิจหมุนเวียน
ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะมูลฝอยรวม 27.2 ล้านตันต่อปี โดยกว่า 39% หรือมากกว่า 10 ล้านตัน เป็นขยะอาหาร เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะสูงถึง 60,000 ล้านบาท/ปี ขณะเดียวกันยังเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 84-86 เท่าในช่วงเวลา 20 ปี
ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุด ภาคอีสานประกาศเดินหน้าสู่การเป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ของประเทศ นำโดยกฎบัตรขยะอาหารไทย สมาคมการผังเมืองไทย เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) ธนาคารกสิกรไทย กรมควบคุมมลพิษมหาวิทยาลัย
ขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตลอดจนภาคธุรกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 40 องค์กร ร่วมลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงลดขยะอาหาร เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลังงานสะอาด ภายในงาน “ISAN Food Waste & Circular Economy Expo 2026” ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ตั้งเป้าลดขยะอาหารภายใน 3 ปี
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการลดปริมาณขยะอาหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ได้ถึง 80% ภายในปี 2573 ลดปริมาณขยะอาหารของประเทศลง 70% ภายใน 3 ปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกำจัดขยะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่จากการแปรรูปของเสียเป็นทรัพยากร
ศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปัญหาขยะอาหารเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการขยะอาหารไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่การลดการสูญเสีย การนำกลับมาใช้ประโยชน์ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ กระจายความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน
นายฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย และเลขานุการเขตนวัตกรรมมูลค่าสูง กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับภูมิภาค โดยมีมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้า และเครือข่ายภาคธุรกิจจากทั่วภาคอีสานเข้าร่วม

นางสาวอุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล กรรมการบริหารเครือข่าย ThaiCBN เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ขยะอาหาร หรือ Food Waste ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่เครือข่าย Thai GPN และเซ็นทรัลพัฒนาขับเคลื่อนมาตลอด ผ่านการดึงจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละภาคส่วนมาเชื่อมต่อกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง
ปัจจุบันได้ทดลองแปรรูปขยะอาหารเป็นพลังงานไปแล้ว และในวันนี้เห็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะต่อยอดความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการแปลงเศษอาหารให้เป็นโปรตีนสำหรับอาหารสัตว์ตามแนวคิด Circular Economy เพื่อพลิกฟื้นขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า
นายสมภพ สันติวิวัฒนกุล เลขานุการเครือข่าย ThaiCBN ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เครือข่าย ThaiCBN ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน และการปฏิบัติจริง ผ่านกลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาจัดการขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งโมเดลที่นำร่องสำเร็จแล้วที่เชียงใหม่ พิสูจน์ให้เห็นว่าขยะสามารถหมุนเวียนกลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง
ขณะเดียวกัน ในภาคการเงินธนาคารกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนกลไกนี้อย่างเต็มที่ ผ่านการจัดสรรสินเชื่อสีเขียว เพื่อร่วมขับเคลื่อนให้ลูกค้ารายย่อยและภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายพื้นที่ อาทิ ขอนแก่น อุดรธานี ยโสธร นครสวรรค์ และนครราชสีมา ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการบริหารจัดการขยะอาหารและเศรษฐกิจหมุนเวียน
การเสวนาครอบคลุมเรื่องกลไกการจัดการขยะอาหารและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ความเป็นเลิศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปี 2030 รวมถึงกลไกการเชื่อมโยงระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และความร่วมมือเชิงปฏิบัติการระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ขอนแก่นเสนอลดขยะต้นทาง
นายทัศนัย ประจวบมอญ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข เทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันเทศบาลนครขอนแก่นมีประชากรตามทะเบียนราษฎรกว่า 1 แสนคน และมีประชากรแฝงเข้ามาประกอบกิจกรรมอีกประมาณ 300,000 คน/วัน ทำให้เทศบาลเก็บขยะปริมาณ 200 ตัน/วัน เป็นขยะอินทรีย์หรือเศษอาหารกว่า 100 ตัน/วัน
ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะอยู่ที่ประมาณ 1,400 บาท/ตัน และต้องใช้งบประมาณมากกว่า 100 ล้านบาท/ปี ขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียมขยะสามารถจัดเก็บได้เพียง 20 ล้านบาท/ปี
แม้ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมาเทศบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องสถานที่กำจัดขยะและขยะอาหาร
จึงได้เสนอแนวคิด ‘การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง’ โดยเทศบาลได้ส่งเสริมระบบธนาคารขยะ และกิจกรรมรีไซเคิลต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนคัดแยกขยะและได้รับผลตอบแทนกลับคืน พร้อมพัฒนาระบบจัดการขยะอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่สามารถกำจัดได้เพียง 2-3 ตัน/วัน เพิ่มเป็น 7 ตัน/วันด้วยเทคโนโลยีใหม่ และยังสามารถจัดการเศษใบไม้ได้อีกประมาณ 10 ตัน/วัน พร้อมต่อยอดสู่การผลิตปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน
ด้าน นายบัณฑิต วงษ์นาคเพ็ชร์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่นเองได้เริ่มพัฒนาโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินจากโรงแรม โดยรวบรวมอาหารที่ยังมีคุณภาพจากบริการอาหารเช้าและส่งต่อไปยังศูนย์กลางเพื่อกระจายสู่ผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ ช่วยลดปริมาณอาหารเหลือทิ้ง ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ

เปลี่ยนมุมมองขยะเป็นทรัพยากร
นางจุราภัส รูปดี ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครอุดรธานี กล่าวว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 เทศบาลนครอุดรธานีมีการฟื้นตัวต่อเนื่องทั้งภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่งผลให้ปริมาณขยะรวม 200-220 ตัน/วัน คิดเป็นขยะอินทรีย์ 49% และประมาณ 20% เป็นขยะอาหาร
ทั้งนี้เทศบาลนครอุดรธานียังสามารถสร้างรายได้จากโครงการคาร์บอนเครดิตกว่า 11 ล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาลงทุนในเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์จำนวน 2 เครื่อง รองรับขยะได้เพียง 8 ตัน/วัน ซึ่งยังต่ำกว่าปริมาณขยะอาหารที่เกิดขึ้นจริง
นายดาวเรือง หากันได้ ผู้อำนวยการสำนักช่าง เทศบาลนครอุดรธานี กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาขยะคือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ภาระ” ไปสู่ “ทรัพยากร” ที่สร้างมูลค่าได้จริง เช่น ปุ๋ย, ไฟฟ้า, ก๊าซชีวภาพ หรือโปรตีนสัตว์ เพราะประเทศไทยมีเทคโนโลยีพร้อม แต่ยังขาดการใช้องค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มาดึงดูดนักลงทุน

นครสวรรค์เปลี่ยนขยะเป็นเงิน
ขณะที่เทศบาลนครนครสวรรค์ หนึ่งในโมเดลการจัดการที่ประสบความสำเร็จ นำมาถอดบทเรียน โดย นายสมศักดิ์ อรุณสุรัตน์ ประธานสภาเทศบาลนครนครสวรรค์ กล่าวว่า เทศบาลนครนครสวรรค์แก้ไขปัญหาการจัดการขยะด้วยรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) โดยให้เอกชนเข้ามาลงทุนโรงงานแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงทดแทน (RDF) เต็มจำนวน 500 ล้านบาท สามารถรองรับปริมาณขยะได้อย่างน้อย 400 ตัน/วัน โดยมีเงื่อนไขว่าเทศบาลต้องเป็นผู้จัดหาขยะส่งให้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ด้วยเทศบาลมีขยะเพียง 150 ตัน/วัน ไม่คุ้มต่อการเดินเครื่องจักร เทศบาลจึงทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางรวบรวมขยะ” จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รอบข้างกว่า 40 แห่ง รวบรวมขยะเข้าสู่ระบบกำจัดด้วยกัน โดยเฉลี่ยนำขยะมาให้เทศบาลกำจัดครั้งละ 10 ตัน/สัปดาห์ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสำหรับการกำจัดขยะเพียง 4,000 /ครั้งเท่านั้น จึงประหยัดกว่าและหมดปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวน
ปัจจุบันเทศบาลมีรายได้เฉพาะค่าบริการกำจัดขยะจาก อปท. ราว 2,000,000 บาท/เดือน ซึ่งยังไม่รวมส่วนแบ่งจากการขายเชื้อเพลิง RDF ที่บริษัทเอกชนจะต้องปันผลให้เทศบาลเพิ่มเติมในอนาคตตามสัญญา
ยโสธรอวดโมเดลความสำเร็จ
ทางด้านเทศบาลเมืองยโสธร ถือเป็นอีกหนึ่งเทศบาลที่ประสบความสำเร็จในการจัดการขยะ นางอัญชลี ชุมนุม ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองยโสธร กล่าวว่า ปัจจุบันเทศบาลทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกำจัดขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 30 แห่ง รวมถึงรองรับขยะจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยมีพื้นที่กำจัดขยะขนาด 118 ไร่ และจัดเก็บค่ากำจัดขยะในอัตรา 600 บาท/ตัน
เดิมต้องจ้างแรงงานสำหรับการคัดแยกขยะประมาณ 30 คน ด้วยงบประมาณกว่า 3 ล้านบาท/ปี มาเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่รอบบ่อขยะเข้าร่วมกลุ่มคัดแยกวัสดุรีไซเคิล โดยมีรูปแบบการแบ่งรายได้ให้ประชาชนคัดแยกขยะ 80% เทศบาลได้รับ 20% ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ย 12,000-15,000 บาท/คน/เดือน ขณะที่เทศบาลลดภาระค่าใช้จ่ายด้านแรงงานได้กว่า 3 ล้านบาท/ปี
นอกจากนี้ เทศบาลยังนำขยะอินทรีย์เข้าสู่ระบบหมักและโครงการคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน T-VER ทำให้สามารถมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตแล้ว 3 ล้านบาท รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดินสำหรับงานภูมิทัศน์ของเทศบาลได้อีกกว่า 400,000 บาท/ปี

โคราชชี้ปี’72 เสี่ยงขยะล้นเมือง
นายไกรสีห์ หล่อธราประเสริฐ รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครนครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันเทศบาลนครนครราชสีมามีขยะรวมกว่า 550 ตัน/วัน แบ่งเป็นขยะจากในเมือง 303 ตัน และเครือข่าย 34 อปท. อีก 250 ตัน ใช้งบประมาณจัดการสูงกว่า 100 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันแก้ปัญหาด้วยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ด้วยโมเดล “ชุมชนปลอดถังขยะ” ขับเคลื่อนแล้ว 98 ชุมชน ตลอด 3 ปี
นครราชสีมากำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่จะเปิดให้บริการ ในปี 2572 คาดว่าจะดึงประชากรเข้าเมืองเพิ่มขึ้น 120,000 คน/วัน ส่งผลให้ปริมาณขยะและของเสียเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เทศบาลเชื่อว่าการลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทางเป็นทางออกสำคัญที่สุด จึงส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้วิธีคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง เช่น การแยกฉลากออกจากขวดพลาสติก ช่วยเพิ่มมูลค่าการขายได้ถึง 40% ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีกด้วย
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการทรัพยากรอย่างเข้มแข็ง พร้อมตั้งเป้าหมายให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาดของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วภูมิภาค