‘ข้าวหอมมะลิไทย’ เสี่ยงเสียตลาด ราคาสูงจีนหยุดซื้อ-สหรัฐลดนำเข้า
แม้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ยังมีโอกาสทำได้ถึงหรือใกล้เคียงเป้าหมาย 7 ล้านตัน หลังครึ่งปีแรกส่งออกแล้วประมาณ 3.5 ล้านตัน แต่ภายใต้ตัวเลขที่ยังประคองตัวได้กลับมีสัญญาณน่ากังวลจากตลาด “ข้าวหอมมะลิไทย” ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาอย่างหนัก โดยราคาข้าวหอมมะลิไทยอยู่ที่ประมาณ 1,160-1,170 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าข้าวหอมกัมพูชาที่มีราคาประมาณ 780 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลให้จีนแทบหยุดซื้อข้าวหอมมะลิจากไทย ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐลดลง 15-16% และมีความเสี่ยงที่ผู้นำเข้าจะเปลี่ยนไปซื้อจากกัมพูชาและเวียดนามมากขึ้น
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ถึงวิกฤตการแข่งขันของข้าวหอมมะลิไทย ความเสี่ยงจากภาษีสหรัฐ และโจทย์ใหญ่ในการรักษาตลาดส่งออก ก่อนที่ส่วนแบ่งตลาดจะถูกคู่แข่งช่วงชิงไปอย่างถาวร
ราคาข้าวหอมไทยสูงกว่ามาก
ปีนี้ตลาดข้าวหอมมะลิถือว่าน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ การส่งออกลดลง 15-16% เพราะราคาข้าวหอมมะลิไทยสูงมาก อยู่ที่ 1,160-1,170 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวหอมกัมพูชา ซึ่งอยู่ประมาณ 780 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาของเราสูงกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่คุณภาพของข้าวหอมกัมพูชากับข้าวหอมมะลิไทยถือว่าใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ เมื่อราคาต่างกันมากขนาดนี้ผู้นำเข้าก็ต้องพิจารณาว่าจะซื้อข้าวไทยต่อหรือไม่ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของข้าวหอมมะลิไทย แม้ยังซื้ออยู่แต่ปริมาณก็ลดลง

สิ่งที่เป็นห่วงคือ เมื่อเสียตลาดไปแล้วการดึงกลับมาจะไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้ ยังพบว่าปีนี้จีนแทบไม่ได้ซื้อข้าวหอมมะลิจากไทยเลย และหันไปซื้อจากกัมพูชาและเวียดนามมากขึ้น เพราะราคาของไทยสูงเกินไป ทั้งนี้ การที่ตลาดจีนไม่ซื้อข้าวหอมมะลิไทยถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ปัญหาราคาเริ่มกระทบความสามารถในการแข่งขันแล้ว ไม่ใช่แค่ยอดขายลดลงเล็กน้อย แต่เป็นการที่เราหลุดออกจากการพิจารณาของผู้ซื้อในบางตลาด
สาเหตุที่ข้าวหอมมะลิไทยสูงกว่าคู่แข่งมาจากหลายสาเหตุ อาทิ การเก็บสต๊อกข้าวของโรงสี ซึ่งจะเปิดขายช่วงที่มีจังหวะสามารถทำกำไรได้ เมื่อข้าวไม่ไหลเวียนในตลาดหรือออกสู่ตลาดลดลง ก็จะมีผลต่อปริมาณสินค้าและราคาที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับต้นทุนการเพาะปลูกข้าวของไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทั้งผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำกว่าและค่าแรงที่สูงกว่า เมื่อฐานต้นทุนสูงราคาข้าวไทยก็ลดลงไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยาก ขณะที่ กัมพูชาและเวียดนามสามารถผลิตข้าวหอมที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับไทย แต่มีต้นทุนต่ำกว่า จึงเสนอราคาได้ถูกกว่า ขณะที่ไทยยังต้องแบกรับต้นทุนทั้งการผลิต การสี การบริหารสต๊อก และการขนส่ง ดังนั้น แม้ผู้บริโภคจะยังรู้จักและยอมรับข้าวหอมมะลิไทย แต่เมื่อราคาห่างจากคู่แข่งมากเกินไป ความได้เปรียบด้านชื่อเสียงก็อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาตลาดไว้ได้
หวั่นภาษีสหรัฐยิ่งกดดันราคาข้าว
ปัจจุบันข้าวไทยที่ส่งเข้าสหรัฐมีภาระภาษีประมาณ 10% หากผลการเจรจาทำให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 15% หรือสูงกว่านั้น จะทำให้สถานการณ์ยิ่งหนักขึ้น ราคาขายปลายทางจะยิ่งแพง และผู้นำเข้ามีโอกาสเปลี่ยนไปซื้อจากประเทศคู่แข่งมากขึ้น แม้กัมพูชาหรือเวียดนามอาจเผชิญภาษีในระดับใกล้เคียงกัน แต่ราคาต้นทางต่ำกว่าไทยมาก จึงยังสามารถแข่งขันได้ดีกว่า ปัจจัยนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นความเสี่ยงต่อส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทยในสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลักและมีความสำคัญต่อผู้ส่งออกไทยมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ ตลาดข้าวหอมมะลิแตกต่างจากข้าวขาวทั่วไป เพราะเป็นตลาดที่อาศัยความคุ้นเคยของผู้บริโภค แบรนด์สินค้า และช่องทางจำหน่ายที่สร้างกันมานาน หากผู้บริโภคเริ่มทดลองข้าวหอมจากกัมพูชาหรือเวียดนาม แล้วพบว่าคุณภาพใกล้เคียงแต่ราคาถูกกว่า เขาอาจเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้ เมื่อเปลี่ยนไปแล้วผู้ส่งออกไทยจะต้องใช้ทั้งเวลาและต้นทุนสูงมากในการดึงลูกค้ากลับมา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ยอดส่งออกลดลงในปีเดียว แต่เป็นความเสี่ยงที่ตลาดจะหายไปอย่างถาวร
“ค่าระวางเรือ-ค่าบาท” ถล่มซ้ำ
ขณะนี้การขนส่งสินค้าข้าวปัจจุบันพบว่าการจองเรือยังดำเนินการได้ตามปกติ แต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะผลักดันค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกัน และต้นทุนอื่น ๆ ให้เพิ่มขึ้น ตลาดที่ได้รับผลกระทบมากคือ แอฟริกา เพราะอยู่ไกลจากไทย ผู้นำเข้าอาจเปรียบเทียบว่าการซื้อข้าวจากอินเดียหรือปากีสถาน ซึ่งมีระยะทางใกล้กว่า จะมีค่าขนส่งต่ำกว่า ทั้งนี้ หากค่าระวางเพิ่มขึ้นข้าวไทยก็จะยิ่งเสียเปรียบ เพราะราคาสินค้าต้นทางสูงอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาค่าเงินบาทผู้ส่งออกไม่ได้ต้องการให้เงินบาทแข็งหรืออ่อนมากเป็นพิเศษ แต่ต้องการให้ค่าเงินมีเสถียรภาพ เพราะจะช่วยให้สามารถกำหนดราคาและบริหารความเสี่ยงได้ การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงค่าเงินมีต้นทุน และอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าจะถูกหักส่วนต่างตามระยะเวลา ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถล็อกอัตราปัจจุบันไว้ได้ทั้งหมด โดยการส่งออกข้าวเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำมาก เมื่อผู้ส่งออกต้องรับความเสี่ยงจากค่าเงินเพิ่มบางครั้งกำไรก็แทบไม่เหลือ ทำให้ไม่กล้าเสนอราคาหรือรับคำสั่งซื้อระยะยาว
เอลนีโญยิ่งทำให้ข้าวยิ่งแพง
สำหรับผลกระทบจากเอลนีโญ ต้องติดตามว่าฝนจะทิ้งช่วงในเดือนสิงหาคมหรือกันยายนหรือไม่ หากฝนทิ้งช่วงผลผลิตข้าวไทยอาจลดลงและราคาปรับสูงขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นทำให้ประเทศขาดแคลนข้าว โดยปกติไทยผลิตข้าวสารได้ประมาณ 20 ล้านตันต่อปี ใช้บริโภคภายในประเทศ 10-11 ล้านตัน ต่อให้ผลผลิตลดลงประมาณ 2 ล้านตันไทยก็ยังมีข้าวเพียงพอ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ราคาข้าวจะแพงขึ้น แต่หากประเทศผู้นำเข้าเผชิญปัญหาสภาพอากาศและผลผลิตลดลงพร้อมกัน ความต้องการซื้อข้าวในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้น และผู้ซื้ออาจยอมรับราคาที่สูงขึ้น

เอลนีโญจึงเป็นทั้งความเสี่ยงด้านผลผลิตและโอกาสด้านความต้องการของตลาด แต่สำหรับข้าวหอมมะลิ ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่ราคา หากราคาของไทยห่างจากคู่แข่งมากเกินไป ต่อให้ตลาดโลกมีความต้องการเพิ่ม ไทยก็อาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่
คาดส่งออกเข้าเป้า 7 ล้านตัน
การส่งเสริมตลาดยังมีประโยชน์ในด้านการประชาสัมพันธ์และรักษาการรับรู้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดจีนเพื่อย้ำว่ายังมีข้าวหอมมะลิไทยอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าการทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดไม่สามารถแก้ปัญหาราคาได้ หากข้าวหอมมะลิไทยยังมีราคาสูงกว่าคู่แข่งมาก โอกาสที่จะปิดการขายในระยะสั้นก็มีจำกัด ดังนั้น การโรดโชว์จึงช่วยรักษาภาพลักษณ์และความสัมพันธ์กับตลาด แต่การจะเพิ่มยอดขายได้จริงไทยต้องกลับมาแก้โจทย์เรื่องต้นทุนและราคาควบคู่กันไป เพราะเมื่อดูตัวเลขการส่งออกเฉพาะข้าวหอมมะลิ 5 เดือนแรกส่งออกปริมาณ 193,470 ตันลดลง 13.0% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา แม้ไปได้แต่ก็ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากปัจจัยที่กระทบ
อย่างไรก็ดี เมื่อดูภาพรวมการส่งออกข้าวไทยจะเป็นไปตามเป้าหมาย 7 ล้านตันหรือไม่ ในภาพรวมครึ่งปีแรกไทยส่งออกข้าวได้ประมาณ 3.5 ล้านตัน ถือว่ายังไม่หลุดเป้า แต่ต้องขึ้นอยู่กับคำสั่งซื้อจากฟิลิปปินส์และมาเลเซีย รวมถึงสถานการณ์ตะวันออกกลางและสภาพอากาศ โดยตลาดที่มีโอกาสขยายตัวคือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งประเมินว่าผลผลิตในประเทศอาจลดลง 1-1.5 ล้านตัน จากปกติที่ผลิตได้ 12.5 ล้านตันต่อปี ทำให้ปริมาณนำเข้าอาจเพิ่มเกิน 5 ล้านตัน และตั้งเป้านำเข้าประมาณ 5.6 ล้านตัน ส่วนมาเลเซีย ช่วง 5 เดือนแรกนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 370% จากประมาณ 50,000 ตัน เป็นมากกว่า 200,000 ตัน และคาดว่าทั้งปีอาจไม่น้อยกว่า 500,000 ตัน แม้การส่งออกภาพรวมปีนี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ปีนี้ไทยก็ยังคงส่งออกข้าวเป็นอันดับ 3 รองจากอินเดียและเวียดนาม ขณะที่ปี 2570 ก็ยังต้องดูต่อไป