เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
RCL เพิ่มศักยภาพเรือใหม่ขนาด 4,488 ทีอียู 3 ลำ เสริมแกร่งกองเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์
Business RCL เพิ่มศักยภาพเรือใหม่ขนาด 4,488 ทีอียู 3 ลำ เสริมแกร่งกองเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์
คุยกับเศรษฐา : จากวิกฤตสู่สินทรัพย์ เปลี่ยนน้ำเป็นรายได้อย่างไร ?
Columns คุยกับเศรษฐา : จากวิกฤตสู่สินทรัพย์ เปลี่ยนน้ำเป็นรายได้อย่างไร ?
Super LBA เติมเกราะคุ้มภัยไซเบอร์ – กฎหมาย PDPA – Health Longevit
Uncategorized Super LBA เติมเกราะคุ้มภัยไซเบอร์ – กฎหมาย PDPA – Health Longevit
บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก GE Vernova ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ผลิตไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน
Economic บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก GE Vernova ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ผลิตไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน
สทนช.จับตา 6 ลุ่มน้ำหลัก เขื่อนใหญ่ใกล้เต็ม-น้ำทะเลหนุนซ้ำ 29 ก.ย.-4 ต.ค.
Economic สทนช.จับตา 6 ลุ่มน้ำหลัก เขื่อนใหญ่ใกล้เต็ม-น้ำทะเลหนุนซ้ำ 29 ก.ย.-4 ต.ค.
ADB ประเมินวิกฤตเอลนีโญ ปัจจัยเสี่ยงมาก กดเป้าเศรษฐกิจไทย 2027 หากสงครามไม่ปะทุซ้ำ
World ADB ประเมินวิกฤตเอลนีโญ ปัจจัยเสี่ยงมาก กดเป้าเศรษฐกิจไทย 2027 หากสงครามไม่ปะทุซ้ำ
เอกา โกลบอล เสนอบรรจุภัณฑ์ Longevity สู้ภัย-เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร
SD เอกา โกลบอล เสนอบรรจุภัณฑ์ Longevity สู้ภัย-เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร
BMHH เผย โรคและภาวะทางจิตใจที่พบบ่อย หลังเผชิญภัยน้ำท่วม
Biz Movement BMHH เผย โรคและภาวะทางจิตใจที่พบบ่อย หลังเผชิญภัยน้ำท่วม
รมว.ท่องเที่ยวฯ ยัวะ ‘บินไทย’ แนะ CEO พิจารณาตัวเอง ใกล้หมดวาระแล้ว
Politics รมว.ท่องเที่ยวฯ ยัวะ ‘บินไทย’ แนะ CEO พิจารณาตัวเอง ใกล้หมดวาระแล้ว
ราคาทองวันนี้ (29 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (29 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
ดูทั้งหมด

สทนช.จับตา 6 ลุ่มน้ำหลัก เขื่อนใหญ่ใกล้เต็ม-น้ำทะเลหนุนซ้ำ 29 ก.ย.-4 ต.ค.

29 ก.ย. 2569 | 13:22น.

สถานการณ์น้ำปลายเดือนกันยายนยังเป็นจุดเสี่ยงสำคัญหลายลุ่มน้ำ หลังแนวฝนเริ่มเคลื่อนจากภาคกลางและภาคตะวันออกขึ้นสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตก ขณะที่หลายเขื่อนใหญ่มีปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุ ทำให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ต้องระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ปรับแผนระบายน้ำแบบวันต่อวัน เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำและรักษาความปลอดภัยตัวเขื่อน

โจทย์สำคัญของช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่ฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีน้ำหลากจากตอนบนไหลลงมาสมทบกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 29 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 ซึ่งอาจกระทบพื้นที่ริมแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำและเส้นทางสัญจรสำคัญ เช่น ถนนสุขุมวิท ถนนสุขสวัสดิ์ และถนนพระราม 2

ฝนภาคกลาง-ตะวันออกเริ่มลด แนวฝนขยับขึ้นเหนือ-ตะวันตก

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 17/2569 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. คาดการณ์ว่า กลุ่มฝนในภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ ขณะที่ช่วงวันที่ 28-29 กันยายน แนวฝนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตกมากขึ้น

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา ตาก และกำแพงเพชร เนื่องจากปริมาณฝนสะสมต่อเนื่องทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น และเกิดมวลน้ำหลากบริเวณท้ายเขื่อนบางแห่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องพิจารณาปรับแผนระบายน้ำ โดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

วชิราลงกรณงดระบาย 2 วัน ลดผลกระทบท้ายน้ำ

สำหรับเขื่อนวชิราลงกรณ แม้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำมาก แต่ยังมีช่องว่างรองรับน้ำได้อีกกว่า 500-700 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่พื้นที่ท้ายเขื่อนมีฝนตกหนักสะสมจนเกิดน้ำหลากลงสู่แม่น้ำแควน้อยและล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมน้ำ จึงมีแผนงดการระบายน้ำเป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน 2569 เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ

ด้านเขื่อนศรีนครินทร์ ได้ปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับเขื่อนท่าทุ่งนา เพื่อชะลอมวลน้ำที่จะไหลสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน โดยเขื่อนท่าทุ่งนาปรับลดการระบายน้ำเหลือวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมสูบน้ำกลับเข้าสู่เขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหลากล้นทางระบายน้ำล้น หรือ Spillway

ขณะที่เขื่อนขุนด่านปราการชลมีปริมาณน้ำเต็มความจุ จำเป็นต้องระบายน้ำวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วันในการปรับระดับน้ำเข้าสู่เกณฑ์ควบคุม ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 89% ของความจุเก็บกัก และคงการระบายน้ำไว้ที่วันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยชะลอมวลน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง

28 ก.ย. สทนช.ระดมจับตา 6 ลุ่มน้ำหลัก

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายไพฑูรย์เป็นประธานการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 18 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดพื้นที่เสี่ยง เพื่อติดตามและเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน ป่าสัก บางปะกง ชายฝั่งทะเลตะวันออก และเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์

จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและ สสน. พบว่า ช่วงวันที่ 28-29 กันยายน 2569 อิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวมะตะบัน ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ระยอง จันทบุรี ตราด และนครนายก ก่อนที่ปริมาณฝนจะเริ่มลดลง

จันทบุรี-บางปะกงยังเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง

สถานการณ์ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและลุ่มน้ำบางปะกงยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เนื่องจากฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ตะวันออก ทำให้ระดับน้ำในอำเภอเมืองจันทบุรีและคลองวังโตนดเอ่อล้นตลิ่งและมีแนวโน้มแผ่ขยายวงกว้าง

ขณะเดียวกัน เขื่อนประแสร์มีปริมาณน้ำสูงถึง 112% เนื่องจากที่ผ่านมาได้หน่วงน้ำไว้เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน ส่วนเขื่อนขุนด่านปราการชลมีปริมาณน้ำ 98% และเร่งพร่องน้ำที่อัตรา 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ อำเภอคลองเขื่อน อำเภอบางน้ำเปรี้ยว และอำเภอบางคล้า เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนจังหวัดปราจีนบุรีมีระดับน้ำล้นตลิ่ง 45 เซนติเมตร

ก่อนหน้านี้ สทนช.ประเมินว่าในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มวลน้ำหลากจากตอนบนไหลมาสมทบแม่น้ำจันทบุรีต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลเมืองจันทบุรีและเทศบาลเมืองจันทนิมิตมีแนวโน้มล้นตลิ่งเข้าท่วมใน 1-2 วัน ขณะที่ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรีบริเวณเหนือเขื่อนบางปะกงมีแนวโน้มน้ำล้นตลิ่งสูงขึ้นอีก 20-30 เซนติเมตร ในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน บริเวณอำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอคลองเขื่อน และอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

เจ้าพระยาแตะ 2,100 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ

สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก ปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิงที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับลำน้ำสาขาไหลมาสมทบ ทำให้น้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ เพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยามีระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.50 ม.รทก. ซึ่งเป็นเกณฑ์สูงสุด

ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติให้กรมชลประทานพิจารณาผันน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันตกและตะวันออก รวมถึงทุ่งรับน้ำที่เก็บเกี่ยวแล้ว เพื่อคงอัตราการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้นานที่สุด ก่อนพิจารณาปรับเพิ่มขึ้นตามความจำเป็น

ด้านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำสูงถึง 96% และมีความเสี่ยงเกินความจุในช่วง 1-2 วัน จึงต้องระบายน้ำลงแม่น้ำป่าสัก ส่งผลให้เขื่อนพระรามหกเตรียมปรับเพิ่มการระบายเป็น 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งคาดว่าจะทรงตัวไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม

แม่กลองเสี่ยงพิเศษ เขื่อนใหญ่ใกล้เต็ม

นายไพฑูรย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ลุ่มน้ำแม่กลองยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากจนเกือบเต็มความจุ โดย 2 วันที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวชิราลงกรณมากกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตร และกำลังจะมีฝนเข้ามาเพิ่ม จึงจำเป็นต้องพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำล้น หรือ Spillway เพื่อความปลอดภัยของโครงสร้างเขื่อน

เพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง ที่ประชุมให้กรมชลประทานร่วมกับจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม พิจารณาแนวทางรับมือ หากมีการปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองที่ระดับ 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจังหวัดท้ายน้ำได้จัดตั้งศูนย์พักคอย ติดตั้งเครื่องจักรผลักดันน้ำ และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าแล้ว

แก่งกระจานเหลือพื้นที่รับน้ำ 40 ล้าน ลบ.ม.

ด้านลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 94% เหลือพื้นที่รับน้ำเพียง 40 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจะเต็มความจุภายในวันที่ 28 กันยายน จึงต้องระบายน้ำเพิ่มที่อัตรา 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

เขื่อนเพชรบุรีได้เตรียมรับมวลน้ำดังกล่าว โดยกรมชลประทานวางแผนผันน้ำเข้าคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย-ขวา และควบคุมการระบายลงแม่น้ำเพชรบุรีที่อัตรา 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะทำให้มีน้ำไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรี โดยจังหวัดเพชรบุรีได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์แล้ว

สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินสไลด์ในลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ สทนช.ระบุว่าต้องเฝ้าระวังบริเวณอำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเน้นย้ำการเตรียมพร้อมรับมือและแจ้งเตือนประชาชนให้ทันเวลา

ท่าจีนล้นตลิ่งบางจุด เร่งสูบออกทะเล

ส่วนลุ่มน้ำท่าจีน ได้รับน้ำจากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเข้าสู่แม่น้ำท่าจีนในอัตรา 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งและท่วมขังในบางจุดของจังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร

หน่วยงานในพื้นที่ได้เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลโดยเร็ว โดย สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มกำลังและสมดุล เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล และลดผลกระทบต่อประชาชนกับชุมชนให้มากที่สุด

เตือนน้ำทะเลหนุน 29 ก.ย.-4 ต.ค. กระทบ 8 จังหวัด

สทนช.ประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 29 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงยังพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้คลื่นลมแรงขึ้น ประกอบกับมวลน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำไหลลงมาสมทบ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม โดยอาจเกิดน้ำไหลเข้าท่วมบริเวณริมแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ บริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร และเส้นทางสัญจรสำคัญ

น้ำอ่างประเทศแตะ 78% ภาคตะวันตก-ตะวันออกสูงสุด

รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมประเทศ วันที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า ปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ 203 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี 30 มิลลิเมตร ภาคกลาง จังหวัดลพบุรี 72 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จังหวัดราชบุรี 94 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง 116 มิลลิเมตร และภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช 59 มิลลิเมตร

สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำภาพรวมประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 78% ของความจุเก็บกัก หรือ 62,643 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำใช้การ 68% หรือ 38,523 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อแยกรายภาค ภาคเหนือมีน้ำ 19,588 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 71% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8,025 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 66% ภาคกลาง 1,311 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70% ภาคตะวันออก 2,821 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 89% ภาคตะวันตก 25,574 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 90% และภาคใต้ 5,324 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70%

สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 29 กันยายน เวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,038 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำ 22.84 ม.รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.86 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +17.66 ม.รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อน +14.67 ม.รทก.

น้ำสูง-น้ำทะเลหนุน บีบแผนบริหารรายวัน

ภาพรวมสถานการณ์น้ำรอบนี้สะท้อนแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งฝนสะสมที่เคลื่อนขึ้นเหนือและตะวันตก เขื่อนใหญ่หลายแห่งมีน้ำใกล้เต็มความจุ มวลน้ำหลากไหลลงลุ่มน้ำหลัก และน้ำทะเลหนุนสูงที่จะกระทบพื้นที่ริมแม่น้ำช่วงปลายกันยายนถึงต้นตุลาคม

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป้าหมายเร่งด่วนคือการรักษาการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้นานที่สุด โดยต้องอาศัยการผันน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำและทุ่งรับน้ำที่เก็บเกี่ยวแล้ว ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลองต้องเตรียมรับความเสี่ยงจากเขื่อนวชิราลงกรณและศรีนครินทร์ที่มีน้ำเข้าเพิ่มและใกล้เต็มความจุ

ส่วนภาคตะวันออกและบางปะกงยังต้องจับตาน้ำล้นตลิ่งจากฝนสะสมและมวลน้ำหลาก ขณะที่เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ต้องเฝ้าระวังทั้งน้ำหลาก ดินสไลด์ และการระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานที่ใกล้เต็ม

ภารกิจของหน่วยงานด้านน้ำในช่วงนี้จึงเป็นการบริหารสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมาย คือ รักษาความปลอดภัยตัวเขื่อน ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ และเร่งระบายน้ำท่วมขังออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด โดยต้องใช้ข้อมูลฝน น้ำไหลเข้าเขื่อน น้ำทะเลหนุน และระดับน้ำในลำน้ำหลักประกอบการตัดสินใจแบบวันต่อวัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำทะเล สทนช. เขื่อน