จีน-ญี่ปุ่น บูมใช้ “ไม้เศรษฐกิจ” “สยามฟอเรสทรี” เร่งผลิตรับส่งออกพุ่ง
ธุรกิจค้าไม้มาแรง ออร์เดอร์จีน-ญี่ปุ่นแห่ซื้อไทยไปผลิต “biomass” 2 ล้านตันต่อปี “สยามฟอเรสทรี” ในเครือ SCG เร่งส่งเสริมเกษตรกรปลูกยูคาฯโตเร็ว ดึง startup ร่วมทีมดันส่งออก ด้านกรมป่าไม้เผยกฎหมายใหม่ปลดล็อกการปลูกไม้เศรษฐกิจสร้างมูลค่า ตรวจสอบย้อนกลับได้ มั่นใจบริหารจัดการได้ไม่โอเวอร์ซัพพลาย
นายมหาศาล ธีรวรุตม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด กลุ่มธุรกิจในเครือเอสซีจีแพคเกจจิ้ง เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกไม้ไปยังจีนและญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น จากความต้องการใช้ไม้เป็นวัตถุดิบในการผลิตชีวมวล (biomass) โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการไม้ไทยเพิ่มสูงขึ้นปีละ 1-2 ล้านตัน ขณะที่จีนยังต้องการนำไม้ไปแปรรูปอีกจำนวนมาก หรือทาง สปป.ลาวนำเยื่อไม้ไปผลิตเพื่อการส่งออก
“ก่อนหน้านี้ภาพรวมการแข่งขันด้านการส่งออกไม้ของไทยไม่หวือหวา แต่ปัจจุบันภาครัฐสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อและปลดล็อกกฎหมายป่าไม้ และตลาดโลกเริ่มมีดีมานด์สูงส่งผลให้เริ่มมีผู้เล่นเพิ่มขึ้น โดยในประเทศที่มี 3-4 ราย ซึ่งทางบริษัทมีกำลังการผลิต ปีละ 3 ล้านตัน รายได้ปีที่ผ่านมา มูลค่า 3,029 ล้านบาท แต่ขณะนี้บริษัทต้องเพิ่มกำลังผลิต โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นกล้าที่มาจากการศึกษาวิจัยต้นไม้ เน้นต้นยูคาลิปตัสเป็นหลักซึ่งบริษัทมีกำลังการผลิตต้นกล้า ปีละ 50 ล้านต้น ทั้งปลูกเองและเกษตรกรปลูก (95%) มีรอบตัดฟันประมาณ 4-6 ปี”
นายมหาศาล กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ดึง startup เข้าร่วม ปล่อยเงินทุนโดยมีหลักประกัน ไมโครไฟแนนซ์ให้เพื่อเป็นหลักประกัน เพื่อบริหารจัดการป้องกันโอเวอร์ซัพพลาย ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไม้มาขายยังจุดรับซื้อของบริษัทได้ทั่วประเทศ ภาคตะวันตกและภาคเหนือกว่า 50 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 37 แห่ง และมีตัวแทนรับซื้อ 100 ราย โดยบริษัทจะนำไม้เข้าโรงสับไม้และส่งต่อไปยังโรงผลิตเยื่อ โดยรับซื้อตามราคาตลาดโลก
“ประเด็นที่หลายคนกังวลว่าหากเป็นกระแสการปลูกไม้มีค่าจะทำให้เกษตรกรปลูกมากจนล้นโอเวอร์ซัพพลาย แต่เราเป็นผู้วิจัยและผลิตกล้าไม้เอง สามารถควบคุมได้ไม่ล้นตลาดแน่นอน และแนวโน้มตลาดโลกยังมีดีมานด์ที่สูงมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่นนำไม้ไปทำ biomass เรากังวลว่าจะไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป จึงต้องเร่งส่งเสริมขยายพื้นที่ปลูกและมีทีม startup มาซัพพอร์ตแหล่งเงินทุนเต็มที่”
ทั้งนี้ สยามฟอเรสทรี ผลิตสินค้าเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ (packaging) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (packaging business chain) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มาจากต้นไม้ (fibrous business chain) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจย่อย คือ 1) ธุรกิจป่าไม้ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นกล้าที่จะนำมาผลิตเยื่อ 2) ธุรกิจเยื่อ ผลิตเยื่อคุณภาพสูง และ 3) ธุรกิจกระดาษ ผลิตกระดาษที่ใช้ทั่วไป กระดาษที่ใช้บรรจุอาหารและกระดาษอุตสาหกรรม (ฉลากอาหาร)
ด้าน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมไม้โตเร็ว โดยมีการออกประกาศกฎกระทรวงให้สามารถปลูกไม้ยืนต้น เพื่อนำไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ทั้งยังจัดทำคู่มือประเมินราคาต้นไม้ที่เป็นมาตรฐาน และประสานสถาบันการเงินให้ปล่อยสินเชื่อ โดยเริ่มจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็ว ๆ นี้
“เราต้องใช้จังหวะโอกาสนี้ในการผลักดันอุตสาหกรรมไม้โดยเฉพาะยูคาลิปตัสเพราะจีนและญี่ปุ่นยังมีต้องการอีกมากถึง 7 ล้านตันต่อปี แต่ไทยส่งออกไป 5 ล้านตัน และราคาตลาดโลกปรับขึ้น จาก 130 เป็น 145 เหรียญสหรัฐต่อตัน หากส่งออกจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และลดความเสี่ยงจากปลูกพืชอื่นด้วย”
นายจุมพฏ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ล่าสุด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2562 ทำให้ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ ไม่เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป สามารถดำเนินการทำไม้ ตัด โค่น เลื่อย ฉุด ชักลากไม้ในป่า หรือนำไม้ออกจากป่า และเคลื่อนย้ายโดยไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมไม้ และกรมป่าไม้อยู่ระหว่างทบทวนการส่งออกไม้ไปจำหน่ายต่างประเทศอย่างเสรีโดยไม่จำกัดเฉพาะองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ซึ่งจะส่งผลดีต่อการปลูกไม้ยืนต้น และเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับประเทศ รวมทั้งการใช้ไม้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ ทั้งนี้ ได้ประสานทุกหน่วยงานให้มีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อป้องกันโอเวอร์ซัพพลายในอนาคต
นางระพี แหวนเพ็ชร เกษตรกรปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า เดิมปลูกพืชเศรษฐกิจ อ้อย มันสำปะหลัง แต่ต้องประสบกับภัยแล้งและโรคใบด่างทำให้ต้องโค่นทิ้งหมดจึงหันมาปลูกไม้ยูคาลิปตัส (contract farming) ซึ่งให้รายได้ค่อนข้างดี ประกันราคาตัดส่งขายรวมค่าขนส่งตันละ 800-1,400 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาปลูกไม้โตเร็วมากขึ้น