นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นไตรมาส 2/62 อยู่ระดับ 51.1 ต่ำสุดในรอบ 4 ไตรมาส เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลเรื่องของต้นทุนการดำเนินงานที่สูงแต่สินค้าไม่สามารถปรับราคาได้
รวมถึงผลกระทบจากความผันผวนสถานการณ์ทางการเมือง ภัยแล้ง และรายได้ของภูมิภาคต่างๆอยู่ระดับต่ำ ดังนั้นผู้ประกอบการร้านค้าทั่วประเทศต้องการเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่เพิ่มทางกเลือกแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน 13-14 ล้านคน ซึ่งมีเงินปีละ 50,000-70,000 ล้านบาท สามารถใช้บัตรซื้อสินค้ากับร้านค้าทุกร้านไม่ใช่เฉพาะร้านธงฟ้าประชารัฐ

ทั้งนี้ผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ไม่ใช่เฉพาะห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่จะเป็นร้านค้าทั่วประเทศทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ท้องถิ่นและร้านค้าทั่วไป เป็นต้น โดยวิธีการปรับเปลื่ยนการใช้จ่ายอาจทำแอพพลิเคชั่นหรือคิวอาร์โค้ด เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ร้านค้าอื่นๆทั่วประเทศ และเพิ่มทางเลือกแก่ประชาชนที่สามารถซื้อสินค้าได้ถูกสุดและตรงตามความต้องการสุด
“ที่ผ่านมาร้านธงฟ้าประชารัฐที่มีเครื่องรูดบัตรคนจนมีหมู่บ้าน1-2 ร้านทำให้เกิดความไม่สะดวกและเงินหมุนเวียนไม่ทั่วถึง ดังนั้นการเพิ่มร้านค้าในท้องถิ่นให้มากขึ้นทำให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนได้เป็นอย่างดี เพราะร้านค้าตามท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็จะนำสินค้าชุมชนมาจำหน่าย ซึ่งจะเกิดให้เงินสะพัดในชุมชนมากขึ้น”
อย่างไรก็ตามตัวเลขดัชนีอยู่อยู่ในระดับเกิน 50 ทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นรายรับจากการขายหรือให้บริการ กำไรจากการขายหรือบริการ จำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการ ราคาขายสินค้าโดยรวมเฉลี่ย การจ้างงาน ยกเว้นต้นทุนค่าดัชนีฯ อยู่ในระดับ 48.2 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดกำลังรอการฟื้นตัวและคาดว่าในไตรมาสที่ 3ขอปีสถานการณ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ตามมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปีของรัฐบาล
นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ในส่วนของการจ้างแรงงาน กลุ่มผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดเห็นว่า ควรส่งเสริมให้มีการใช้ระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี และผู้ประกอบการจะพิจารณาปรับการจ้างงานจากปัจจุบันที่มีเพียงการจ้างรายวันมาสู่การจ้างงานรายชั่วโมงมากขึ้น เพื่อช่วยกลุ่มเด็กนักเรียน และผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-70 ปี ได้ทำงานมากขึ้น เพราะการจ้างงานรายชั่วโมงจะใช้เวลาไม่ยาวนาน
“อยากให้การได้รับค่าแรงสะท้อนให้เกิดการจ้างแรงงานในท้องถิ่น โดยพิจารณาเรื่องโอกาสหางานทำได้มากกว่า ไม่ใช่ขึ้นค่าแรงจนธุรกิจเลิกกิจการ ซึ่งการจ้างงานเป็นรายชั่วโมง หากสามารถทำได้ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทยที่เผชิญภาวะขาดแรงงาน สุดท้ายรัฐมีฐานภาษีเพิ่มจากการมีผู้ใช้แรงงานมากขึ้น”
ด้านนายปราโมทย์ มนูพิบูลย์ ผู้ช่วยรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เสนอแนะให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น เช่น พิจารณาให้ผู้ประกอบการยื่นจดใบอนุญาตต่างๆ แบบ วันสต็อปเซอร์วิส เพื่อขยายสาขา ส่งเสริมเยาวชนและนักเรียนนักศึกษา ให้สามารถเข้าถึงการฝึกงานโดยพิจารณาขยายเกณฑ์อายุให้ต่ำลงเพื่อเป็นการกระจายรายได้ ส่วนการขึ้นค่าแรงขอให้พิจารณาถึงขีดความสามารถทางการแข่งขันต่อไป