เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

“ประวิตร” ไฟเขียวแผนน้ำ ปี’64 กว่าแสนล้านบาท 27,000 โครงการ

22 ก.ค. 2563 | 13:58น.

วันที่ 22 กรกฎาคม  2563 เวลา 09.30 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2563 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ เป็นต้น

การประชุม กนช.ครั้งนี้ เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการทั้ง 7 คณะภายใต้ กนช. ซึ่งบูรณาการหน่วยงานขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายใต้แผนแม่บทน้ำฯ 20 ปี (ปี 2561 – 2580) ติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและเตรียมการรองรับฤดูฝน ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานผลการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ น้ำที่ผ่านมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบด้วย

สำหรับประเด็นสำคัญ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำปี 2564 ตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี พ.ศ. 2564 โดยแยกตามมิติงบประมาณ 3 ด้าน คือ ภารกิจพื้นฐาน (Function) ภารกิจยุทธศาสตร์ นโยบายเร่งด่วน แนวทางปฏิรูปภาครัฐ งบประมาณบูรณาการ (Agenda) และภารกิจพื้นที่ ท้องถิ่น ภูมิภาค จังหวัด กลุ่มจังหวัด (Area) ดำเนินการโดย 30 หน่วยงาน 10 กระทรวง มีโครงการด้านน้ำทั้งประเทศรวม 27,275 โครงการ และแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อให้หน่วยงานนำไปปฏิบัติในการจัดทำแผนงานและจัดทำคำของบประมาณในแต่ละปีได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายแผนแม่บทน้ำฯ ทั้ง 6 ด้านโดยเร็ว รวมทั้งให้ความเห็นชอบแผนงานโครงการจัดหาน้ำต้นทุนและแผนปฏิบัติการ ปี 2563 – 2566 จังหวัดภูเก็ต โดยแผนระยะสั้นดำเนินการใน 3 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ที่เกิดเป็นประจำทุกปีอย่างเร่งด่วน

ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ โครงการบำบัดน้ำเสียมาผลิตน้ำประปา และโครงการระบบสูบผันน้ำ บ้านโคกโตนด – อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ พร้อมเห็นชอบในหลักการแผนบูรณาการอุตุนิยมวิทยาเขตร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์อากาศและภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลทำให้การพยากรณ์อากาศมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยในระยะสั้นมีความแม่นยำมากกว่า 90% ระยะปานกลางมากกว่า 80% และระยะนานมากกว่า 70% รวมทั้งยังให้ความเห็นชอบการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำทั้งระบบด้วย

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบทบทวนเป้าหมายขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ดำเนินการได้ภายในปี 2566 รวม 557 โครงการ ทั้งนี้ มอบหมายให้หน่วยงานนำโครงการที่มีความจำเป็นเป็นกรอบในการจัดทำแผนงานโครงการเข้าสู่กระบวนการขอรับงบประมาณต่อไป นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้มีการปรับปรุงเร่งรัดแผนงานก่อสร้าง 14 โครงการสำคัญ ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ปี 2563 – 2580) อาทิ โครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล แผนเริ่มก่อสร้าง ปี 2565-2566 โครงการพัฒนากลุ่มบ่อน้ำบาดาลสำหรับอุตสาหกรรม แผนเริ่ม ปี 2564-2565 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เครือข่ายผันน้ำ และการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำเดิม เป็นต้น โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา EEC ที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

“การพัฒนาแหล่งน้ำและแก้ไขปัญหาด้านน้ำเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ดังนั้น ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันขับเคลื่อนให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเกิดเป็นรูปธรรม โครงการใดเมื่อได้รับงบประมาณไปแล้ว ต้องเร่งดำเนินการและติดตามให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ หากโครงการใดติดปัญหาต้องเร่งหาสาเหตุ พร้อมร่วมกันหาแนวทางขับเคลื่อนให้ได้โดยเร็วเพื่อประโยชน์กับประชาชน รวมถึงให้มีการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ในฤดูฝนนี้ ช่วง ส.ค. – ก.ย. หากเกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ต้องเร่งแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพยสินของประชาชน” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศเกิดความครอบคลุมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานเชิงพื้นที่ช่วงรอยต่อในการออกฏหมายลูกภายใต้ พรบ.น้ำฯ ที่ประชุมจึงได้ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพิ่มเติมอีก 3 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการจัดทำร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดขอบเขต บทบาท ภารกิจ หน้าที่และอำนาจของหน่วยงานด้านการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ 2.คณะอนุกรรมการกำหนดรูปแบบและแนวทางการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่รับน้ำนอง และ 3.คณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

“เราได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำเพิ่มเติมให้แต่ละจังหวัดแก้ไขทันการณ์ และให้หน่วยงานก่อสร้างแหล่งน้ำที่ได้รับงบไปต้องเร่งรัดงานคั่งค้างที่ยังไม่ก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งพบว่ายังมี31% ค้างกว่าหมื่นกว่าล้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของกรมชลประทาน ที่นอกเหนืออีกส่วน6หมื่นล้านเป็นงบปกติของกรมชลประทาน ให้รายงานทุกๆ2เดือน ต้องเร่งงานให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบันโดยเฉพาะแผนจัดสรรน้ำ ผันน้ำข้ามลุ่มน้ำเน้นให้แต่ละจังหวัดทำงานให้รัดกุม ทันต่อสถานการณ์ รวมไปถึงการทำงานแผนงานขับเคลื่อนของกรมอุตุนิยม วิเคราะห์น้ำจากสภาพอากาศ งบ 2,500 ล้านบาทไปปรับแผนให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น”

รายงานข่าวระบุว่า แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำปี 2564 ตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี พ.ศ. 2564 โดยแยกตามมิติงบประมาณ 3 ด้าน คือ ภารกิจพื้นฐาน (Function) ภารกิจยุทธศาสตร์ นโยบายเร่งด่วน แนวทางปฏิรูปภาครัฐ งบประมาณบูรณาการ (Agenda) และภารกิจพื้นที่ ท้องถิ่น ภูมิภาค จังหวัด กลุ่มจังหวัด (Area) ดำเนินการโดย 30 หน่วยงาน 10 กระทรวง มีโครงการด้านน้ำทั้งประเทศรวม 27,275 โครงการ ดังกล่าว คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท

สำหรับ รายงานสถานการณ์น้ำขณะนี้ จากการคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าในช่วง 7 วัน ปริมาณฝนจะลดลง และจะมีฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วง‪วันที่ 20-22 ก.ค.‬ 63 โดยจะมีฝนตกกระจายเกือบทุกภูมิภาค และมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ พร้อมกันนี้ กอนช.ได้คาดการณ์ปริมาตรน้ำไหลลงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ทั่วประเทศ 3 วันล่วงหน้า จะมีน้ำไหลลงแหล่งน้ำทั่วประเทศ รวมจำนวน 165 ล้าน ลบ.ม. โดยจะมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสิริกิติ์มากที่สุด จำนวน 44 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ สถานการณ์เพาะปลูกพืชในเขตลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึง 3.81 แสนไร่ ในขณะที่ปริมาณน้ำทั้งใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้อยมากและไม่สามารถสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มเจ้าพระยาได้ ทั้งนี้ กอนช. ได้ปรับแนวทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยการปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 70 ลบ.ม. ต่อวินาทีเหลือ 60 ลบ.ม. ต่อวินาที เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งส่งผลให้สามารถนำน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือด้านน้ำอุปโภค-บริโภคแก่ประชาชน และน้ำด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรที่ได้เริ่มเพาะปลูกไปแล้ว ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การขาดแคลนน้ำในขณะนี้ นอกจากนี้ ได้ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร ให้เริ่มทำการเพาะปลูกได้ตั้งแต่หลังช่วงวันที่ 15 ก.ค. 63 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และเกษตรกรต้องตัดสินใจทำการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝน เนื่องจากจะไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนเพิ่มเพื่อการเพาะปลูก เพราะจำเป็นจะต้องกักเก็บน้ำฝนไว้ให้มากที่สุดเพื่อใช้สำหรับฤดูแล้งหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมทรัพยากรน้ำ เศรษฐกิจ