Skip to content

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 65 ดีขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 2 เหตุโควิดผ่อนคลาย

11 ส.ค. 2565 | 13:27น.
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 65 ดีขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 2 เหตุโควิดผ่อนคลาย

หอการค้าไทย เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 65 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 หลังผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้น นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แม้ กนง.ชี้ยังไม่กระทบถึงผู้บริโภค เนื่องจากธนาคารตรึงดอกเบี้ยเงินกู้อยู่

วันที่ 11 สิงหาคม 2565 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนกรกฎาคม ปี 2565” พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2565 อยู่ที่ระดับ 42.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 41.6

ธนวรรธน์ พลวิชัย
ธนวรรธน์ พลวิชัย

โดยเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 7 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 36.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ระดับ 39.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 50.8

ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มกลับมาเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้น ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่

โดยปัจจัยบวกที่มีผลต่อเนื่องทำให้ดัชนีความเชื่อมั่น คือ 1.ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้ผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ และยกเลิกระบบ Thailand Pass ตั้งแต่ 1 ก.ค., การปรับระดับพื้นที่ควบคุมโควิดเป็นสีเขียวทั่วประเทศ, การเปิดสถานบันเทิงถึงตี 2 ส่งผลเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวของไทย

2.การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของทั่วโลกมีมากขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและคลายความวิตกกังวล รวมทั้งสถานการณ์ผู้ติดเชื้อลดลง 3.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’65 เป็น 3.5% จากปัจจัยการฟื้นตัวของอุปสงค์

ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ ผู้บริโภคยังกังวลว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า, ความวิตกกังวลต่อการระบาดของโรคโควิดที่ยังคงมีอยู่, ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสินค้าให้สูงขึ้น, เงินบาทปรับตัวอ่อนค่า เป็นต้น

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะดีขึ้น แต่ดัชนีในภาพรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวช้าจากวิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัญหาสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเข้ามาซ้ำเติม ยิ่งส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

อย่างไรก็ดี หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยผู้บริโภคจะกลับมาบริโภคสินค้าและบริการโดดเด่นขึ้นในปลายไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ในกรอบ 3.0-3.5%

“จากสถานการณ์ในขณะนี้หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่เป็นปัจจัยลบเข้ามาเพิ่มเติม เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ สงครามรัสเซีย-ยูเครนรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งระหว่างจีน-ไต้หวัน-สหรัฐ ราคาน้ำมันสูงเกินเหตุ ก็จะไม่เป็นเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับเป็นขาลง ในขณะที่เศรษฐกิจไทยไม่มีแรงกดดันมากจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เนื่องจากจะเริ่มเห็นอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง”

ส่วนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน อาจยังไม่คึกคักมากนักในช่วงไตรมาส 3 แต่จะค่อย ๆ ดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 เพราะมีภาพของเศรษฐกิจที่ปรับตัวโดดเด่นขึ้น พร้อมมองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ต่างพยายามช่วยตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้จนถึงสิ้นปี จึงทำให้การส่งผ่านต้นทุนทางการเงินไปสู่ลูกค้าไม่ได้เป็นแบบรวดเร็วในทันที ดังนั้นจึงไม่ได้มีผลกระทบให้ต้นทุนค่าครองชีพสูงมากขึ้นจนบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน

อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเร็วนัก ดังนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงมีไม่สูง และหาก กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งที่เหลือของปีนี้ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพียง 0.1-0.2% เท่านั้น และทั้งปีจะอยู่ที่ 1.25% ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจเพียง 0.005% เพราะธนาคารจะยังคงตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ ขณะที่โครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท การส่งออกที่ยังเติบโตได้ดี 6-8% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี ที่คาดว่า 8-10 ล้านคน ไตรมาส 4 คาดจะมีมา 3-5 ล้านคน ก็น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นได้อย่างดีขยายตัวในกรอบ 3-3.5% เงินเฟ้อไม่ถูกกดดัน คาดว่าทั้งปี 6-6.5%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีผู้บริโภค