4 บิ๊กธุรกิจ มองข้ามชอตเศรษฐกิจไทยปี’66 ยังเสี่ยงและท้าทาย

4 บิ๊กธุรกิจ

ธุรกิจปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทาย เมื่อเศรษฐกิจโลกและหลายประเทศมหาอำนาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession จากหลากหลายปัจจัย ทั้ง 4 บิ๊กธุรกิจของไทยมีมุมมองอย่างไร เมื่อเข้าสู่การลงทุนโค้งสุดท้ายปลายปีนี้

หอการค้าฯมองข้ามชอตเศรษฐกิจไทยปี’66 ยังเสี่ยงและท้าทาย

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2023 ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในขณะนี้ไปจนถึงปี 2566 เศรษฐกิจไทยรวมถึงเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง

มีความท้าทายสูงมาก จากปัจจัยปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงต่อเนื่อง ในปีนี้ 2565 ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศจะยังเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ยังดีกว่าหลาย ๆ ประเทศ แม้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง แต่คาดการณ์การส่งออกปี 2565 จะยังเติบโตได้ตามเป้า 6-8% เนื่องจาก 7 เดือนแรก มีสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศมากถึง 9 ล้านคน

ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหอการค้าฯ มั่นใจว่าการเป็นเจ้าบ้านที่ดีในช่วงของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า (พฤศจิกายน 2565) จะยิ่งเรียกความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมี “การกลับมารีโอเพ่นของประเทศจีน” ภายหลังจากมีนโยบาย ซีโร่โควิด มาเป็นระยะเวลายาวนาน ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะมีการประชุมสมัชชาใหญ่ เพื่อต่ออายุทางการเมืองให้กับนายสี จิ้นผิง ต้องจับตาว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการฟื้นฟูเศรษฐกิจใหญ่ของเอเชียต่อไปอย่างไร

“ส่วนที่น่าห่วงอีกเรื่องที่ต้องจับตาดู สถานการณ์น้ำท่วม ประเมินเบื้องต้นว่าไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อภาพรวม หรือกระทบเพียงแค่ 0.1% คงให้น้ำหนักไปที่ภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปีที่น่าเห็นใจ หอการค้าฯเอาใจช่วย ซึ่งน่าจะคลี่คลายในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเมืองของไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจในเวลานี้ ผมมองว่าเอกชนของไทยมีความเข้มแข็งมาก และเป็นหัวจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อยากให้รัฐบาลสนับสนุน ช่วยปลดล็อกเปิดประตูให้การดำเนินธุรกิจหลาย ๆ ด้าน เช่น จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาภาคเอกชนเป็นตัวประสานเจรจาปัญหาการถูกจีนระงับการส่งออกผลไม้ ก็ได้หารือกับหวังอี้ ปลดล็อกได้เลยทันทีแสนล้าน หรือซาอุดีอาระเบีย หอการค้าได้ไปสานสัมพันธ์ทางการทูต ทำให้ท้ายที่สุดก็สามารถปลดล็อก และต่อยอดได้ทันที และจะมาอีก100 กว่าคน โดยเฉพาะการเยือนไทยของมกุฎราชกุมารในปีนี้จะยิ่งคึกคัก”

สอท.ชี้ไทยกำลังเผชิญกับ PERFECT STROM อย่างเต็มตัว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่บนความเสี่ยง จากสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน และราคาพลังงานยังคงผันผวนสูง เป็นสิ่งที่ท้าทายภาคอุตสาหกรรม จากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

มากไปกว่านั้นภาคอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญดิจิทัลดิสรัปชั่นอย่างรวดเร็วรุนแรง ประเทศเผชิญกำลังซื้อที่ถดถอย จากปัญหาเชิงโครงสร้างของประชากร เด็กแรกเกิดเกิดใหม่ลดลงราว 3 แสนคน แต่กลับมีคนสูงวัยในระบบมากขึ้น เป็นเสมือนกับดัก ที่ยังคงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากคำว่าประเทศกำลังพัฒนา ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น อุตสาหกรรมไทยขณะนี้กำลังเผชิญกับ PERFECT STROM อย่างเต็มตัว เพราะโลกอยู่บนความไม่แน่นอน ที่มีทั้งปัจจัยค่าแรง เงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน ขาดแคลนวัตถุดิบ อัตราดอกเบี้ย และต้นทุนที่สูง สะท้อนความสามารถการแข่งขันของไทยตกจากอันดับที่ 28 มาอยู่ที่ 33 เพราะฉะนั้น ความต่อเนื่องทางนโยบายรัฐบาลและความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนจะเป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายปีนี้การส่งออกก็ต้องยอมรับว่าแผ่วลงเล็กน้อย โดยเฉพาะสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่สูง ดังนั้น การส่งออกตลอดทั้งปีถึงจะดีแต่ก็ลดลงเล็กน้อยบางสินค้า แต่ขณะนี้สิ่งที่เราต้องจับตาดูคือ 1.สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังคงยืดเยื้อเเละทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะแน่นอนว่าจะยิ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน น้ำมันราคาสูงขึ้น รวมทั้งเครื่องยนต์ของจีนกลับมา

ดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าไทยจะยังคงได้รับผลกระทบถึงเงินเฟ้อและการส่งออกมาก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น เราควรรีบเร่งปรับโครงสร้างการลงทุน 3 อย่างเพื่อให้ไปสู่ความยั่งยืน นั่นคือ S-curve BCG Climage change

2.ขอให้จับตาการประชุมใหญ่สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จะมีการประชุมเพื่อต่ออายุทางการเมืองให้กับนายสี จิ้นผิง จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และฟื้นฟูเศรษฐกิจใหญ่ของเอเชีย ซึ่งมีจะผลช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าได้

“น้ำท่วมยังไม่ส่งผลมากนักต่ออุตสาหกรรม แต่หากไม่ท่วมไร่นาภาคเกษตรมากก็น่ากังวล แต่คาดว่าจะไม่กระทบมากเท่ากับปี 2554 ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ถึงปีหน้าเรายังห่วงราคาพลังงานที่สูง และจากการคาดการณ์ IMF เศรษฐกิจโลกจะชะลอโดยยังคงมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ผมมองว่าไทยเราต้องเร่งดึงเม็ดเงินลงทุนเพื่อมาชดเชย เเละเร่งดึงการท่องเที่ยวกลับมาให้ดีกว่าปีนี้ ให้ได้ถึง 20 ล้านคน

ส่วนการเมือง หากมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ สิ่งสำคัญคือ ความต่อเนื่อง ไม่ว่าเป็นรัฐบาลไหน อะไรที่ดีอยู่แล้วก็ขอให้ทำต่อเนื่อง ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกัน รวมถึงออกแบบกฎหมายใหม่รองรับโลกในอนาคตอย่างจริงจัง หากปลดล็อกเท่าไหร่ ประเทศยิ่งเติบโตเท่านั้น”

WHA มองธุรกิจต้องรู้จักตั้งรับแรงกระเเทก ชูจุดแข็ง

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA มองว่า จากที่ทุกคนทราบขณะนี้ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้วถดถอยลง แต่ในกลุ่มบริษัทจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งยังมีการลงทุนทั้งไทยและเวียดนาม แม้ปัจจัยหลักขณะนี้ในส่วนของค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ก็ไม่กระทบต่อการลงทุนของธุรกิจแน่นอน เพราะว่าส่วนใหญ่ลูกค้าของบริษัทเป็นผู้ผลิตส่งออก และช่วงที่บริษัทซื้อที่ดินมาตอนนั้นเงินบาทแข็งถือว่าเป็นการสร้างกำไรให้กับเราในตอนนี้

ปัจุบัน WHA มีพอร์ตธุรกิจ 4 ธุรกิจหลักได้แก่ โลจิสติกส์ การพัฒนาอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงานและแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งในช่วงโควิดมีบางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครรู้โควิดจะเกิดอะไร ก่อนหน้านั่นโลจิสติกส์ดีมาก ส่วนของนิคมต้องรับแรงกระเเทก คนเดินทางไม่ได้ แต่ยอดขายไม่ดรอปลงเลย และคาดว่าปีนี้ยอดขายนิคมดี 2-3 เท่า ดังนั้น การทำธุรกิจไม่ว่าจะเจออะไร คุณต้องเตรียมตั้งรับ และยังมองปีหน้าอาจต้องรับแรงกระเเทกในหลาย ๆ ปัจจัย

ทั้งนี้ WHA มองเห็นเทรนด์และการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งภาพรวมเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศ และพบว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะโตเต็มที่ แต่ปีที่ 5 จะเป็นจุดกระแทกที่ท้าทาย ตอนนี้คือไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุและค่าแรงแพง ดังนั้น โจทย์ของเราคือการลดต้นทุนโลจิสติกส์เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

โดยใช้โอกาสของโลจิสติกส์ ซึ่งเราเริ่มมองภาพของกรีน โลจิสติกส์ และภาพรวมในสายตานักลงทุนต่างชาตินิคมอุตสาหกรรมเมืองไทยยังเป็น destination เมื่อเทียบกับเวียดนาม ไม่จำเป็นต้องเเข่ง เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่า แต่ทั้งสองประเทศสามารถที่จะเติบโตคู่ขนานกันได้ ดังนั้น การลงทุนของ WHA จะใช้จุดแข็งของธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อน

“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนความท้าทาย เรามองว่าภาครัฐและประชาชนจะต้องเดินไปด้วยกัน และจะต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลเราไม่ได้สนใจ เรามองแต่เรื่องความต่อเนื่อง อันไหนทำดีก็ควรที่จะต้องทำต่อ ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายของการลงทุน เวลาที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนไม่ได้มองเรื่องการเมือง เพราะเวลาเราเปลี่ยนรัฐบาลเราไม่เคยไปยุ่งกับต่างชาติเลย

เพราะฉะนั้น นโยบายที่ดีก็ขอให้ทำต่อ โดยเฉพาะเรื่อง EEC ขอให้ทำต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่า BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีนกำลังเข้าลงทุน 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นบิ๊กดีลที่เลือกไทยสะเทือนทั่วโลก นอกจากนี้ เรายังได้รับติดต่อบริษัท Top 10 ของเมืองจีนอีกหลายบริษัทที่อยากให้เราสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม EV จีนเพื่อส่งออกทั่วโลก ทั้งหมดนี้กำลังหมายถึงโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย”

ปตท.พาองค์กรมุ่งสู่ Go green Go electric

ขณะที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มราคาพลังงานปีหน้า 2566 น่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ หรือราคาปรับตัวลดลง โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ระดับ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงน้อยกว่าปี 65 ส่วนที่ยังต้องติดตามระยะนี้คือ ทิศทางราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) เนื่องจากก๊าซธรรมชาติถือเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า อีกทั้งปลายปีที่เป็นฤดูหนาวการใช้งานของประเทศฝั่งยุโรปจะสูงขึ้น

ส่วนราคาน้ำมันปีนี้มองว่าค่าเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่บวกลบ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ภาคพลังงานมีความท้าทายมาก การใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นวิชั่นใหม่ของบริษัท ควบคู่ไปกับการบริหารงานในความท้าทายเดิม โดยถ่านหินถือว่าผ่านจุดที่เคยใช้ในปริมาณสูงสุดไปแล้ว ซึ่งในระยะยาวจะต้องลดลงแน่นอนและเลิกใช้ในที่สุด ขณะที่ก๊าซธรรมชาติถือว่ายังมีอนาคตเพราะถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดที่สุด

อย่างไรก็ดี ปตท.จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงจะต้องใช้เงินลงทุน โดยโลกกำลังไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งในอนาคตต้นทุนก็จะลดลง ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ มีราคาลดลงมาแล้ว 10 เท่า ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนที่ใส่เปลี่ยนพลังงานในอนาคต ทั้งดีมานด์และซัพพลายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีการคาดการณ์เงินลงทุนด้านไฮโดรเจน เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน CCS รวมกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อมุ่งสู่ Go green Go electric สอดรับวิสัยทัศน์ “powering life with future energy and beyond” หรือการขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต

นอกจากนี้ องค์กรต้องปรับตัวให้เป็นทั้งลูกค้าและคู่ค้า เป็นองค์กรที่เป็นพลังขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังงานแห่งอนาคต นำเทคโนโลยีมาพัฒนาพลังงานสะอาด รวมถึงมองการลงทุนอย่างจริงจังกับระบบไฮโดรเจน ส่วนธุรกิจเดิมจะเริ่มปรับไปสู่ธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ธุรกิจพลังงาน เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพื่อตอบโจทย์ new s-curve ประเทศตามนโยบายรัฐบาล