ต่ออายุกองทุนน้ำมัน-คลังค้ำ “กรุงไทย” ให้กู้ก้อนแรก 5 พันล้าน

หัวจ่ายน้ำมัน

กรุงไทยเฉือนชนะออมสิน ปล่อยกู้เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันก้อนแรก 5 พันล้าน ดบ. 0.069% ปลอดดอก 2 ปี สกนช.ชง “คลัง” ค้ำประกัน คาดรับเงินสัปดาห์หน้า พร้อมเดินหน้าเปิดบิดงวด 2 อีก 5 พันล้าน เสริมสภาพคล่องติดลบเฉียด 1.3 แสนล้าน ไม่ให้กระทบผู้ค้ามาตรา 7 ด้านพลังงานกัดฟันตรึงดีเซลต่อ

นับเป็นเวลา 1 เดือนหลังจากราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ 6 ตุลาคม 2565 กำหนดว่าในกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้น และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความจำเป็นโดยเร่งด่วนที่จะต้องกู้ยืมเงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตดังกล่าว ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้รายนั้น ตามที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ โดยมีเงื่อนไขว่าจะค้ำประกันครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ แต่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ พ.ร.ก.นี้ใช้บังคับ ตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2565-5 ตุลาคม 2566 และต้องมีวงเงินรวมไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท และให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ชำระคืนให้กระทรวงการคลังจนครบภายในเวลาที่กำหนด

ล่าสุด นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจาก สกนช.ได้ส่งหนังสือเชิญชวนสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชนประมาณ 7 แห่งเข้าร่วมยื่นข้อเสนอในการปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2565 ธนาคารออมสินกับธนาคารกรุงไทย ให้การตอบรับการเข้ายื่นข้อเสนอปล่อยสินเชื่องวดแรกวงเงิน 5,000 ล้านบาท และได้แข่งขันตามหลักเกณฑ์พิจารณา พบว่า ธนาคารกรุงไทยเสนออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพฯหรือ BIBOR (6 เดือน) ที่ 0.069% ชนะธนาคารออมสินที่เสนออัตรา BIBOR (6 เดือน) ที่ 0.12% พร้อมทั้งได้กำหนดระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยให้เป็นเวลา 2 ปี หลังจากนี้จึงจะชำระตามอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

“ผมได้ลงนามสัญญากู้กับธนาคารกรุงไทยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งสัญญาให้กับ กระทรวงการคลัง ตรวจสอบรายละเอียดเพื่อทำค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งจะทำให้สัญญามีผลโดยสมบูรณ์ โดยคาดว่ากระบวนการนี้จะเสร็จสิ้นและสามารถโอนเงินงวดแรกได้ในสัปดาห์หน้า หลังจากนี้ สกนช.จะเปิดให้มีการเปิดเชิญชวนให้สถาบันการเงินยื่นข้อเสนอในการปล่อยกู้งวดที่ 2 ในสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยเหตุผลสำคัญที่จะต้องเร่งให้การดำเนินการกู้โดยเร็ว เพราะขณะนี้กองทุนน้ำมันฯติดลบ 1.28 แสนล้านแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหนี้ผู้ค้ามาตรา 7 ด้วย” นายวิศักดิ์กล่าว

สำหรับการดำเนินการกู้ตาม พ.ร.ก.นั้น จะแบ่งสัดส่วนการกู้เงินก้อนแรก 30,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 150,000 ล้านบาท โดยจะทยอยกู้ 3 งวด แบ่งเป็นงวดแรก 5,000 ล้านบาท งวดที่ 2 อีก 5,000 ล้านบาท และงวดที่ 3 ที่เหลืออีก 20,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 30 ต.ค. 2565 ติดลบ 129,701 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 86,781 ล้านบาท บัญชีก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 42,920 ล้านบาท เงินเรี่ยไรจากกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประจำเดือน พ.ย. 2565 วงเงิน 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้กองทุนติดลบ 128,701 ล้านบาท

ออมสินชี้ปล่อยตามระบบปกติ

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า กรณีการปล่อยกู้กองทุนน้ำมันฯนั้น ถือเป็นการปล่อยสินเชื่อภาครัฐตามขั้นตอนปกติ ทางภาครัฐก็จะมีการส่งหนังสือเชิญชวนเข้าร่วมประมูล (bid) ในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งธนาคารรายใดเสนอเงื่อนไข หรืออัตราดอกเบี้ยที่ดีที่ต่ำที่สุดก็จะเป็นผู้ได้รับเลือก

ทั้งนี้ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยจะเป็นเท่าไรขึ้นอยู่กับจำนวนระยะเวลาการปล่อยสินเชื่อ จะมีทั้งอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (floating rate) และอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (fixed rate) แต่โดยปกติสินเชื่อภาครัฐที่มีรัฐค้ำประกัน จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว และจะมีธนาคารเข้าร่วมบิดแข่งขันประมาณ 3-4 รายทุกครั้ง “ขั้นตอนกระบวนการก็เป็นไปตามสินเชื่อภาครัฐโครงการอื่น ๆ เช่น การปล่อยกู้รถไฟ การไฟฟ้า เป็นต้น จะพิจารณาว่าใครเสนอเรตที่ต่ำที่สุดก็บิดชนะ เช่น กองทุนน้ำมันฯจะกู้ 3 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี ถ้าคิดดอกเบี้ยลอยตัวจะอยู่เท่านี้ หรือคงที่ดอกเบี้ยจะอยู่เท่านี้”

น้ำมันดิบ Q4 ไม่เกิน 100 USD

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยเฉพาะการตรึงราคาขายปลีกดีเซลในประเทศที่มีความเป็นไปได้ว่าจะตรึงราคาไว้ไม่ให้เกิน 35 บาท/ลิตรไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 99-95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

Advertisement

อย่างไรก็ตาม กองทุนยังมีการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกเพื่อประกอบการทบทวนพิจารณาราคาดีเซลในประเทศเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งยอมรับว่าราคาน้ำมันตลาดโลกยังมีความไม่แน่นอน รวมทั้งต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจีนที่กลับมาประกาศล็อกดาวน์โควิดอีกครั้ง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกลับฟื้นตัวได้ดีเกินกว่าที่คาดไว้ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวน โดยมีการปรับขึ้นลงคาดเดาได้ยาก

สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3-ไตรมาส 4 ปี’65 คาดว่าราคาเฉลี่ยจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 95-98 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ น้ำมันดิบยังมีความต้องการใช้สูงขึ้น เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศ ทำให้ราคาพลังงานในช่วงปลายปียังมีความเสี่ยงด้านราคา

ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปี 2566 อยู่ที่ระดับ 100-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ เพราะปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯก็ใช้เงินเข้าไปพยุงราคาดีเซลประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเกิน 35 บาทต่อลิตร จากก่อนหน้าที่ต้องเข้าไปพยุงถึง 14 บาทต่อลิตร ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล