พันธุ์ข้าว “เวียดนาม” บุกไทย 5 ปีชาวนาแห่ปลูกพุ่ง 10 เท่า

นาข้าว

ชาวนาแห่ปลูก “หอมพวง” ข้าวสายพันธุ์เวียดนาม ทะลุ 1 ล้านไร่ จุดแข็งปลูกระยะสั้น-ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวไทย 3 เท่า เบียด “ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้” เสี่ยงสูญพันธุ์ “ผู้ส่งออก” ยอมรับขายง่าย ตั้งราคาซื้อ 16 บาท/กก.สูงกว่าข้าวขาว หวังมีสินค้าส่งออกตอบโจทย์ตลาดข้าวขาวพื้นนุ่ม แนะรัฐยอมรับความจริง วางยุทธศาสตร์อัดงบฯพัฒนาพันธุ์ข้าวลดสัดส่วนประกันรายได้ในระยะยาว

การส่งออกข้าวของไทยหลุดแชมป์โลกไปเป็นเบอร์ 2 รองจากอินเดียมาตั้งแต่ปี 2555 หรือ 10 ปีมาแล้ว และปีนี้ไทยส่งออกได้ 6.9 ล้านตัน ขณะที่อินเดียมีตัวเลขที่ 10.2 ล้านตัน เวียดนามส่งออกได้ 7.7 ล้านตัน แต่มาถึงปัจจุบันมีช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ล่าสุดสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน ตามเป้าหมาย จากปีก่อนที่เคยส่งออกได้ 6.30 ล้านตัน ขณะที่อินเดียจะส่งออกได้ถึง 22 ล้านตัน ห่างกันเกือบ 3 เท่า ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้ 7 ล้านตัน สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง โดยเฉพาะจากปัญหาการพัฒนาสายพันธุ์ล่าช้า นำไปสู่การลักลอบนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเวียดนามมาปลูกแทน

ข้าวหอมพวงบุกไทย

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการลักลอบนำเข้าพันธุ์ข้าวจากเวียดนามเข้ามาปลูกแทบทุกสายพันธุ์ โดยตลาดรับรู้กันมาก โดยเฉพาะ “ข้าวหอมพวง” เหตุผลที่ชาวนานิยมปลูก ปัจจุบันคาดว่าพื้นที่นาที่ปลูกข้าวหอมพวงเพิ่มขึ้น จากหลักแสนไร่เป็นล้านไร่แล้ว ซึ่งเมื่อสัก 5 ปีที่ผ่านมาไทยยังไม่มีข้อมูลการปลูกข้าวหอมพวงที่ชัดเจนนัก

“ช่วงแรกประเมินว่ามีไม่กี่แสนไร่ แต่ตอนนี้น่าจะเป็นหลักล้านไร่ เพราะชาวนาแห่มาปลูกมาก เหตุผลเพราะให้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 1.2 ตัน(1,200 กก./ไร่) เทียบกับข้าวไทย 350-400 กก./ไร่ และใช้เวลาปลูกสั้นเพียง 90 วันก็ได้ผลผลิต และเป็นพันธุ์ข้าวที่มีความนุ่ม”

เจริญ เหล่าธรรมทัศน์

“สมัยแรก ๆ ปลูกน้อย แต่ความต้องการตลาดในประเทศค่อนข้างสูง ราคาจึงสูง ตอนนั้นจึงส่งออกยังไม่ได้ แต่มีการนำไปบรรจุเป็นข้าวถุงและใช้ในร้านอาหาร เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคยอมรับ เพราะหอมพวงนุ่มกว่าข้าวขาวธรรมดาของไทย เมื่อบรรจุเป็นข้าวถุง การทำตลาดไม่ได้ยาก ผู้บริโภคไม่ได้ดูเนื้อใน แต่จะซื้อด้วยความมั่นใจในแบรนด์ข้าวถุงนั้น ๆ และยิ่งราคาถูกกว่ามะลิก็ทำให้ขายง่ายกว่า และตอนนี้เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาอ่อนตัวลงจนผู้ส่งออกสามารถนำไปทำตลาดได้แล้ว”

นายเจริญกล่าวด้วยว่า ตอนนี้ทั้งโรงสีและผู้ส่งออกต่างรับรู้ว่าเป็นข้าวหอมพวงและมีการรับซื้อ ปัจจุบันราคาเมื่อสีเป็นข้าวสาร ผู้ส่งออกรับซื้อที่ กก.ละ 15.80-16.00 บาท ขณะที่ข้าวขาว กก.ละ 14.30-14.50 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิ กก.ละ 24-25 บาท ส่วนการส่งออก ผู้ส่งออกจะกำหนดรูปแบบการขายแบบ “ขายตามตัวอย่าง” คือ ไม่ได้ระบุเป็นข้าวหอมมะลิ แต่เขียนเป็น “ข้าวตามตัวอย่าง” เรื่องนี้คนซื้อ-คนขาย ต่างเข้าใจกันว่าเป็นข้าวอะไร และเหตุที่ซื้อเพราะตลาดต้องการข้าวนิ่ม ราคาจะอยู่ในช่วงที่สูงกว่าข้าวขาว แต่ถูกกว่าข้าวหอมมะลิ

จุดเปลี่ยน “เจ๊กเชยเสาไห้”

ต่อคำถามว่า ในอนาคตพันธุ์ข้าวเวียดนามจะครองที่นาไทยหรือไม่ นายเจริญตอบว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เพราะไทยไม่มีพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาให้ชาวนาปลูก และมีผลผลิตต่อไร่สูง กฎหมายก็ห้ามนำเข้าเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นง่ายที่สุดก็คือ การไปเอามาจากชายแดน ทางการจะไปบังคับชาวนาได้อย่างไร

Advertisement

สิ่งที่ต้องทำ คือ การพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมาแข่งกับเขา ต้องยอมรับความจริง และวางยุทธศาสตร์ข้าวระยะสั้น-กลาง-ยาว สมัยก่อนไทยจะมีข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวนาปี พันธุ์พื้นเมือง นุ่ม ร่วน แต่ให้ผลผลิตแค่ 350-400 กิโลต่อไร่ ความนิยมปลูกก็ลดลง ส่วนข้าวหอมพวงให้ผลผลิตต่อไร่สูง ชาวนาก็นิยมปลูกมากขึ้น

“ตอนนี้เกือบ 100% เจ๊กเชยเสาไห้ แทบจะไม่มี จะมีเหลือปลูกในพื้นที่บ้าง (GI) แต่ไม่มาก ไม่มีมาขายให้ผู้ส่งออกแล้ว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ขึ้นทะเบียนก็อาจจะแจ้งหอมพวงเป็นพันธุ์ข้าวไทยแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะมีกันกระบวนการตรวจสอบหรือไม่

อันนี้จะโทษกระทรวงเกษตรฯก็ไม่ได้ เพราะว่างบฯมีน้อย และในแต่ละวันเจ้าหน้าที่เกษตรก็ต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ดังนั้น การจะไปตรวจสอบว่าการปลูกข้าวของไร่นี้มีพันธุ์อะไรบ้าง เข้าร่วมโครงการประกันรายได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติคงไม่ได้ ชาวนาปลูกข้าวหอมพวงแต่แจ้งเป็นข้าวขาวก็จบ”

แก้จุดอ่อน “พันธุ์ข้าว”

นายเจริญฉายภาพว่า ภาพรวมส่งออกปี 2565 ตัวเลขจะอยู่ที่ 7.5- 8.0 ล้านตัน อินเดีย 22 ล้านตัน ถือว่าสูงมาก หากไทยไม่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวจะยิ่งแข่งขันไม่ได้ โดยสมมุติอินเดียปลูก 100 ล้านไร่ ผลผลิตเพิ่ม 10% ผลผลิตเฉลี่ยได้ประมาณ 800 กก./ไร่ แต่ผลผลิตไทยยังอยู่ที่ 450 กก./ไร่ บวกลบแค่ 3-5 กิโลกรัมเท่านั้น

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวล่าช้า มาจากกฎหมายไทยเก่าใช้มาตั้งแต่ปี 2400 และมีข้อจำกัดในการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมาพัฒนา หากนำเข้ามาต้องใช้เวลาติดอยู่เป็นปีกว่าจะเอาเมล็ดพันธุ์มาได้ พอนำออกมาได้ก็หมดอายุไปแล้ว

ประเด็นนี้ทำให้ไทยมีแต่ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ดังนั้น จึงเกิดประเด็นว่าต้องขโมยเมล็ดพันธุ์เข้ามาจากชายแดนง่ายกว่าไปขอราชการ ซึ่งเป็นสาเหตุของการลักลอบนำเข้าพันธุ์หอมพวงจากเวียดนาม ดังนั้นจึงต้องแก้กฎหมาย

“ผมไม่ได้บอกว่าการประกันไม่ดี แต่ว่ามาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ในระยะที่คุณกำลังพัฒนา และอนาคตราคาประกันก็ไม่สามารถขยับขึ้นได้อีก เพราะไม่รู้จะเอางบฯมาจากที่ไหน ส่วนการจ่ายให้ชาวนาได้รับ 1,000 บาทก็ไม่ถูก จะทำไปเพื่ออะไร เม็ดเงินควรจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่า

อย่างกรมการข้าวมีงบประมาณในการวิจัยพัฒนาปีหนึ่งไม่กี่ 10 ล้านบาท แล้วจะดูแลเมล็ดพันธุ์ทั่วประเทศได้อย่างไร ที่ผ่านมาไทยนำเอาเงินไปสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ แต่เราสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ 70,000-80,000 ตันต่อปี แต่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์กว่า 1,000,000 ตัน แล้วที่เหลือทำอย่างไร รัฐควรให้เอกชนไปพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เพราะระบบเอกชนคล่องตัวมากกว่า และที่สำคัญต้องแก้กฎหมาย”

“เราเป็นผู้ส่งออกไม่ต้องดิ้นรนอะไรก็ได้ ชาวนาปลูกอะไรมาแล้วก็ขายอันนั้นก็จบ แต่ที่ดิ้นรนอยู่อย่างนี้เพราะว่าอยากให้อุตสาหกรรมนี้ไปต่อ ไปได้ รัฐบาลใช้งบประมาณปีละเป็นหมื่นล้าน-แสนล้าน สนับสนุนประกันราคา ซึ่งปัจจุบันราคาระดับนี้ แต่อนาคตไม่เพียงพอที่จะซัพพอร์ตครอบครัวชาวนาได้ ที่ผ่านมาเราสะท้อนปัญหาข้าวหอมมะลิ เราไม่ได้กังวลเรื่องผกาลำดวนเพราะเป็นข้าวพันธุ์เดียวกัน แต่ของเขาหอมเพราะที่ดินเขายังเวอร์จิ้นอยู่”

“เราบอกไปว่าข้าวหอมมะลิไม่หอม จากที่เจอลูกค้าทุกวันลูกค้าบอก แต่คุณก็ออกมาแก้ข่าวว่าข้าวเหมือนเดิม แทนที่จะไปแก้ปัญหา ตอนนี้ตลาดหอมมะลิหลักของไทย สหรัฐ และแคนาดา มีข้าวจากคู่แข่งโดยเฉพาะเวียดนามเข้าไปแล้ว ตอนนี้แบรนด์ข้าวถุงจาก 10 แบรนด์ จะเป็นของเวียดนาม 6-7 แบรนด์ ถ้ายังไม่ทำอะไร ตลาดข้าวหอมมะลิที่ใหญ่ที่สุดอย่างอเมริกาและแคนาดาก็จะหมดไป”