GC ยึดเมกะเทรนด์ กางแผนปรับพอร์ตเพิ่มสัดส่วน HVP

GC-pttgc-หุ้นกู้

ในปี 2565 ถือเป็นปีที่ไม่ค่อยสดใสมากนักสำหรับ “บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)” หรือ GC ปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะชะลอ และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งจากปัญหารัสเซีย-ยูเครน สหรัฐ จีน

ส่งผลให้ต้นทุนราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ซัพพลายการผลิตปิโตรเคมีของโลกมีปริมาณมากขึ้น ทำให้มาร์จิ้นปรับตัวลดลง ส่งผลให้ในปี 2565 จีซีมีรายได้ 678,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% กำไร EBITDA มูลค่า 49,134 ล้านบาท ลดลง 13% ส่วนแบ่งกำไร 2,908 ล้านบาท ลดลง 58%

แต่มาถึงปีนี้ “ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีซี มองว่า ทิศทางธุรกิจในปี 2566 มีแนวโน้มที่จะกลับมาเติบโต 15% ในเชิงปริมาณ จากการผลิตที่จะปรับเพิ่มขึ้นโดยคาดว่าในไตรมาส 1/2023 จะมีโรงงานสร้างเสร็จพร้อม COD

คือโครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 และโครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงของบริษัท Kuraray GC Advanced Material (KGC) ที่ร่วมทุนกับบริษัท Kuraray และ Sumitomo ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิต high heat resistant polyamide-9T (PA-9T) 13,000 ตันต่อปี และ hydrogenated styrenic block copolymer (HSBC) 16,000 ตันต่อปี และในปีนี้จะไม่มีการปิดซ่อมบำรุง

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง

จีนเปิดประเทศหนุนธุรกิจ

ปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อธุรกิจในปีนี้มาจากที่จีนเปิดประเทศ ทำให้มีการเดินทางและจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมลูกค้า 4 อุตสาหกรรมหลักคือ ยานยนต์ สิ่งทอ บรรจุภัณฑ์ และก่อสร้างปรับตัวดีขึ้นทั่วโลก ส่งผลดีต่อ 5 กลุ่มสินค้าหลัก ประกอบด้วย เบสต์เคมิคอล ทั้งน้ำมัน โอเลฟิน อะโรเมติกส์ ขณะที่สินค้ากลุ่มกลางน้ำ เช่น ไกลคอล ฟีนอล และสินค้ากลุ่มปลายน้ำ คือ พอลิเมอร์

ขณะที่สินค้าใหม่คือกลุ่ม bio & circular และกลุ่ม performance chemical ทางจีซีได้เข้าประกอบกิจการในธุรกิจ allnex สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตสารเคลือบผิวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และรับรู้รายได้เต็มปี 2565 แล้วนั้น ในปีนี้ allnex มีแผนจัดตั้ง China Hub ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้ในกลุ่มตลาดจีน และจะมีการตั้ง Thailand innovation Hub ในไตรมาส 2 ปีนี้

ทั้งนี้ allnex ปัจจุบันมีโรงงาน 30 แห่ง มีศูนย์วิจัยและพัฒนา 20 แห่ง โดยหลักอยู่ในตลาดสหภาพยุโรป 40% และสหรัฐ 20% ที่เหลือในเอเชีย

การเงินแกร่ง-ลงทุนหมื่นล้าน

ภาพรวมแล้วจีซีมีแผนการลงทุนในปีนี้ราว 10,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลงทุนในธุรกิจหลัก รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการคอมเพนเสต เพื่อไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ว่าจะเป็น net zero ในปี 2050 อย่างไรก็ตาม จีซีอยู่ระหว่างการแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ หากได้ข้อสรุปดีลที่น่าสนใจก็พร้อมจะเสริมงบประมาณเพิ่มในส่วนนี้

หากถามถึง “ความแข็งแกร่งด้านการเงิน” ดร.คงกระพันธ์เล่าว่า ในปี 2565 ตระหนักดีว่าในสภาวะวิกฤตธุรกิจต้องเตรียมพร้อมเรื่องสภาพคล่องให้แข็งแกร่ง ซึ่งในปีที่ผ่านมา จีซีประสบความสำเร็จเรื่องการออกหุ้นกู้ 30,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนทางการเงินดี ทั้งยังร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ออก sustanability link loan เป็นครั้งแรก 15,000 ล้านบาท ทำให้เรามีเงินทุนตุนไว้สำหรับการลงทุนใหม่หากตัดสินใจที่จะลงทุนในปีนี้

พร้อมกันนี้ยังมีการดำเนินกลยุทธ์ตัวเบา หรือ asset light โดยรีไฟแนนซ์ allnex ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน 800 ล้านยูโร ทั้งยังมีการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลง 15% หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท

ยืนกลยุทธ์ 3 Step-บูมสหรัฐ

ปีนี้จีซียังดำเนิน 3 กลยุทธ์คือ step change การปรับเปลี่ยนสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง high value product, step out คือการขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีการลงทุนอยู่ในประมาณ 40 ประเทศทั่วโลก

“ปีนี้ยังมองโอกาสการลงทุนเพิ่มในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งเดิมมีแผนขยายการลงทุนปิโตรคอมเพล็กซ์ ขณะนี้ยังมองหาพันธมิตรใหม่อยู่ ทั้งยังมองโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลและท่าเรือแอลเอ็นจีในสหรัฐ เพราะมีต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ถูก

อีกทั้งในสหรัฐยังมีกฎหมายส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับความยั่งยืน (IRA) ที่จะไปช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่าง ๆ ซึ่งจะสอดรับกับกลยุทธ์ step up ที่จีซีมุ่งจะขยายการลงทุนเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ด้านความยั่งยืนจะดำเนินการทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพ (efficiency-driven) การปรับสัดส่วนธุรกิจ กลุ่ม high value business (HVB) และการ compensation driven ดำเนินโครงการฟื้นฟูและเสริมสร้างสมดุลของระบบนิเวศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งจากการปลูกป่า และการลงทุนทำระบบกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น

“ปีนี้กลยุทธ์ 3 step เหมือนเดิม แต่จะเข้มข้นมากขึ้น โดยจะมองถึงเมกะเทรนด์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ 5 ด้านคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนเพื่อรับสังคมสูงวัย การลงทุนรับสังคมเมืองที่จะมีการใช้รีไซเคิล เซอร์คูลาร์มากขึ้น เป็นต้น”

กราฟฟิก GC

ปรับพอร์ต เพิ่มสินค้าคุณภาพดี

ซีอีโอจีซีเล่าว่า ในปีที่ผ่านมา เราปรับแผนโดยลดสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (non core business) คือ บริหารจัดการพอร์ตธุรกิจ การลดสัดส่วนการลงทุนในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) การหาพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ เช่น การร่วมกับ บมจ.กัลฟ์ ในการทำธุรกิจ tank terminal และการร่วมกับ บริษัท AGC Vinythai หรือ AVT ในการขยายสู่ธุรกิจพีวีซี ที่แข็งแกร่งในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม

ปีนี้จีซีมีแผนที่จะปรับเพิ่มสัดส่วนธุรกิจผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง (high value product : HVP) เพิ่มขึ้น เช่น พอลิเมอร์เป็นวัสดุที่ต้องใช้อนาคต แต่ต้องผลิตให้คุณภาพดี ยืดหยุ่นได้มาก และใช้ได้นานขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญของการปรับพอร์ตเราวางว่า สินค้า HVP ปี 2565 มีสัดส่วน 36% ในปี 2565 จะเพิ่มเป็น 56% ในปี 2573

ขณะที่สินค้ากลุ่มพลาสติกชีวภาพเพื่อความยั่งยัน (bio & circular) ที่เรามีโรงงานกับเนเจอร์เวิร์กผลิตไบโอพลาสติกเป็นเบอร์ 1 ในโลก โดยได้วางศิลาฤกษ์ที่นครสวรรค์ไบโอคอมแพล็ตแล้ว คาดว่าจะเสร็จในปี 2568

ทำให้ภาพรวมจะผลิตไบโอได้ 1 ล้านตัน เป็นอันดับ 2 รองจากฐานผลิตที่สหรัฐ​ รองรับลูกค้าในโซนเอเชีย และสุดท้ายสินค้ากลุ่ม performance chemical หรือ เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษอย่างการลงทุนใน allnex ให้มีสัดส่วน EBITDA เพิ่มจากปี 2564 ที่มี 22% เป็น 1 ใน 3 หรือ 35% ในปี 2573 (2030)


ทั้งหมดนี้ จีซีวางเป้าหมายว่าภาพรวมเฉลี่ย EBITDA จะเพิ่มขึ้น 4% ต่อปี