ไทยร่วมขบวนสหรัฐเจรจา IPEF ผนึก 14 ชาติดันตลาดการค้า 11 ล้านล้าน

ท่าเรือส่งออก

ไทยร่วมขบวนสหรัฐเจรจา IPEF เขย่าตลาดการค้า 11.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เปิดศึกชิงอำนาจจีนรอบใหม่ พ.ย.นี้ ผนึก 14 สมาชิกอินโด-แปซิฟิก ส.อ.ท.หนุนไทยร่วมทัพชิงตลาดการค้า-ฐานผลิตโลก ด้านศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ม.หอการค้า ชี้ IPEF ถึงไม่ใช่ความตกลงเอฟทีเอ แต่ไซซ์ตลาดใหญ่กว่า RCEP และ CPTPP

รายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมในการเจรจาจัดทำความตกลง Indo-Pacific Economic Framework for Prosperity หรือ IPEF ซึ่งไทยต้องเข้าร่วมพร้อมกับสมาชิกอีก 13 ประเทศ โดยมีสหรัฐเป็นแกนนำ พร้อมด้วยออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และฟิจิ ความตกลงนี้จะไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) แต่จะเป็นลักษณะความร่วมมือ มีเป้าหมายสร้างมาตรฐานร่วมกันในกลุ่มนี้ ซึ่งจะไม่มีจีนอยู่ด้วย

เปิดไส้ใน IPEF

การเจรจานี้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะ กรอบการเจรจาครอบคลุม 7-8 เรื่อง แต่ละเรื่องจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงาน อาทิ 1) ความร่วมมือทางการค้า ที่จะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ มีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะ 2) ซัพพลายเชน วัตถุดิบดีมานด์-ซัพพลาย รวมถึงการขนส่งระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเป็นหัวหน้าคณะ

3) สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจสีเขียว การผลิตไฮโดรเจน รวมถึงการซื้อขายคาร์บอนและมาตรการด้านแรงงาน มีสำนักงานนโยบายและแผน (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกัน 4) ความเป็นธรรมทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีเรื่องภาษี ความโปร่งใส คอร์รัปชั่น โอนเงิน ฟอกเงิน มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกระทรวงการคลังเป็นหัวหน้าคณะ เป็นต้น

สหรัฐประกาศเจรจา พ.ย.นี้

ไทม์ไลน์ในการเจรจา IPEF กำหนดว่าจะมีการประชุมที่เกาหลีใต้ในเดือนกรกฎาคม จากนั้นไทยจะเป็นเจ้าภาพประมาณเดือนกันยายน และเดือนตุลาคมจะไปหารือที่มาเลเซีย ก่อนที่จะประกาศการเจรจาความตกลงที่ซานฟานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งในแง่บวกการเจรจา IPEF จะเป็นการยกระดับการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ของไทย

Advertisment

ทั้งนี้ ข้อมูล Global Trade Atlas มูลค่าการค้าไทยกับ IPEF ปี 2021 เท่ากับ 258,893 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออก 141,256 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 112,637 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส.อ.ท.หนุนร่วม IPEF

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไทยต้องเข้าร่วม IPEF ซึ่งสหรัฐเป็นแกนนำ เช่นเดียวกับที่เคยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออก 60% โดยสหรัฐและจีนต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 1-2 ของไทยมาตลอด และหลังจากเกิดปัญหาจีโอโพลิติก จะเห็นว่าแต่ละประเทศจะมีการมุ่งขยายการลงทุนไปยังประเทศพันธมิตร หรือที่เรียกว่า friend shoring ดังนั้น การเจรจา IPEF จะส่งผลต่อการค้าการลงทุนเชื่อมโยงถึงผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยีของไทยด้วย

“จีโอโพลิติกรุนแรงจากที่สหรัฐกับจีน กำลังชิงความเป็นหนึ่ง ตอนนี้อเมริกากลัวจีนแซง ก็กลับมา แต่ไม่ได้มาในการเจรจา (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership CPTPP) หรือเดิมคืออ TPP ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าประธานาธิบดีสหรัฐ (โจ ไบเดน) ต้องการให้สหรัฐมามีบทบาทในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนี้ แย่งชิงกับจีน แต่ไม่กลับไป CPTPP ซึ่งเป็นความตกลงที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เริ่มไว้ สมัยทรัมป์ออกแล้วให้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการเจรจานั้น ซึ่งเขาจะใช้ IPEF นี้เข้ามาแข่งขันหาพันธมิตร บล็อกกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เป็นการบล็อกจีนด้วย”

ในส่วนของไทยต้องวางกลยุทธ์เรื่องระหว่างประเทศว่าทำอย่างไรให้เกิดการบาลานซ์ให้ดีที่สุด เราอยู่ท่ามกลางเขาควายระหว่างมหาอำนาจหลัก การเมืองระหว่างประเทศจะผลักดันให้เราเลือกข้าง แต่เราจะต้องไม่เลือกข้าง กลยุทธ์ด้านต่างประเทศต้องเฉียบคม ฉลาด สร้างอำนาจถ่วงดุลเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไทยสูงสุด

Advertisment

IPEFใหญ่กว่าRCEP

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐตอนนี้มี 2 หน้า ผสมผสานกับทั้งแบบที่แยกส่วนกับจีน หรือ decupling หรือการสร้างพันธมิตรเพื่อกันจีนออกนอกวงโคจร ซึ่งก็อย่างการเจรจา IPEF มองว่าสหรัฐพยายามดันอินเดียซึ่งเป็นหนึ่งใน IPEF ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่จะถ่วงดุลกับจีน

อีกด้านหนึ่งคือการวางนโยบายลดความเสี่ยงจากจีน หรือ derisking หมายถึง ไม่ตัดขาดจากจีน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับห่วงโซ่ซัพพลายเชนต่าง ๆ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐไปเยือนปักกิ่งในรอบ 5 ปี เพื่อจะไม่แยกส่วนกับจีน โดยยังให้ความสำคัญกับนโยบายวันไชน่า (จีนเดียว) ส่วนทางสหภาพยุโรปก็จะใช้นโยบาย derisking เช่นกัน

“ไทยต้องเข้า IPEF เพราะข้อตกลงนี้มุ่งเรื่องห่วงโซ่อุตสาหกรรม แตกต่างจากนโยบายเส้นทางสายไหมเส้นใหม่ของจีน หรือ BRI ดังนั้น ไทยต้องบาลานซ์ โดยขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งต้องไปทั้ง decupling และ derisking”

ทั้งนี้ หากเทียบ 3 ความตกลงคือ RCEP มีจีนเป็นผู้นำ 15 สมาชิก มีประชากร 31% หรือ 1 ใน 3 ของโลก หรือ 2,500 ล้านคน เพิ่งเริ่มใช้ 1 ม.ค. 65 มีการลดภาษีสินค้า ครอบคลุมสัดส่วน 28% ของการค้าโลกหรือ 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนความตกลง CPTPP ที่ญี่ปุ่นและอังกฤษเป็นผู้นำ มีสมาชิก 12 ประเทศ ประชากร 600 ล้านคน เริ่มใช้ปี 30 ธ.ค. 61 ครอบคลุมการค้า 17% ของมูลค่าการค้าโลก หรือ 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน IPEF ที่สหรัฐเริ่ม มีสมาชิก 14 ประเทศ ประชากร 2,500 ล้านคน เริ่มประกาศเจตจำนง 23 พ.ค. 65 แม้ว่าจะไม่ใช่เอฟทีเอลดภาษี แต่ก็ครอบคลุมมูลค่าการค้าในกลุ่ม 29% ของการค้าโลก หรือ 11.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ไซซ์ใหญ่กว่า CPTPP และ RCEP

พาณิชย์เตรียมเจรจาการค้า

ด้านนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเจรจา IPEF มีหลายด้าน โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ในส่วนของกรม ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านการค้า ในปีนี้คาดว่าจะมีการประชุม 3-4 ครั้ง ประมาณเดือน ก.ค., ก.ย. และ ต.ค. เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นต่าง ๆ โดยประเด็นด้านการค้านั้นจะมีการหารือกันหลายด้าน เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า เศรษฐกิจดิจิทัล แนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเด็นจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ เข้าร่วมเจรจาด้วย

หอการค้าห่วงสัมพันธ์จีน

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า IPEF จะเพิ่มโอกาสในการขยายการค้าไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูง มีความหลากหลายของวัตถุดิบ ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมายังไทย การใช้ประโยชน์ของห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมด้านความแข็งแรงของห่วงโซ่อุปทานสินค้า และโอกาสการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในภูมิภาค

ซึ่ง IPEF มีข้อเสนอเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในประเด็นที่สำคัญที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลก อาทิ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การพัฒนาด้านดิจิทัล การอำนวยความสะดวกด้านระบบโลจิสติกส์ การผลิต และบริโภคอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม IPEF ซึ่งจัดตั้งโดยสหรัฐ หากไทยเข้าร่วมและปฏิบัติตาม จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับจีนหรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาประเทศจีนในด้านเศรษฐกิจอยู่ อย่างไรก็ตาม การสร้างสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐและจีนยังคงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ

ขณะเดียวกัน เอกชนมองถึงมาตรฐานใน IPEF ที่ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น และความเป็นไปได้ในการนำข้อมูลจาก CPTPP มาใส่อยู่ใน IPEF ทางภาครัฐควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ พิจารณาข้อดีและข้อด้อย ผลประโยชน์ระยะยาวที่จะส่งผลถึงผู้บริโภคและผู้ประกอบการในประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไทย