Skip to content

พิมพ์ภัทรา รมว.อุตฯรับลูกนายกฯพักหนี้ SMEs หนุนเศรษฐกิจฐานราก ทำทันทีใน 3 เดือน

07 ก.ย. 2566 | 11:16น.
พิมพ์ภัทรา รมว.อุตฯรับลูกนายกฯพักหนี้ SMEs หนุนเศรษฐกิจฐานราก ทำทันทีใน 3 เดือน

“พิมพ์ภัทรา” รับลูกนายกฯ เร่งหารือพักชำระหนี้ SMEs พร้อมสานต่อนโยบายเดิมอย่างอีวี 3.5-กลุ่มระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค พร้อมยกระดับบริการแบบ One Stop Service

วันที่ 7 กันยายน 2566 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางเข้ากระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้าปฏิบัติงาน พร้อมประชุมกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และข้าราชการในกระทรวง เพื่อหารือแนวทางร่วมกันสำหรับการวางนโยบายต่อไป

โดยในระยะเริ่มต้นเร่งด่วน 3 เดือนแรกมีนโยบายที่สามารถทำได้ทันที ได้แก่ การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับอาชีพชุมชนสู่การผลิตที่มีมาตรฐาน ตลอดจนการปรับวิถีการดำเนินงานเพื่อให้บริการผู้ประกอบการและประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วด้วย One Stop Service ทั้งยังเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon Industry)

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

วาระเร่งด่วน

นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวว่า จากที่ได้ประชุม ครม.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2566 นั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายทุกกระทรวงต้องจัดการเรื่องของ “การลดหนี้” ซึ่งเราก็ต้องหารือและพูดคุยกับ SMEs เรื่องการพักชำระหนี้ และภายใน 2 สัปดาห์นี้จะรีบหารือและรับฟังกับภาคเอกชนทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด เพราะต้องรวบรวมอุปสรรคและปัญหา

ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานภายในกระทรวงเร่งหาแนวทางเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ ให้เป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่สำหรับกระตุ้นรายได้มวลรวมของประเทศ ผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมฮาลาล และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ด้วยการสนับสนุนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค ผ่านการยกระดับทักษะแรงงานขั้นสูง สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน พร้อมพิจารณาหามาตรการเพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายภายในประเทศ มาตรการทางภาษี และการขยายจุดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่สำหรับประชาชน

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

สานต่อนโยบายเดิม

“เราจะสานต่อนโยบายเดิมที่รัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนก่อนได้ทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงตั้งใจส่งเสริมกลุ่มระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง-ตะวันตก และภาคใต้ โดยตั้งใจจะส่งเสริมและรักษามาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านอาหารและการส่งออก อันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ”

สำหรับมาตรการอีวี 3.5 นั้น นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวว่า นอกจากส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องของยานยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันเรื่องอีวี 3.5 นั้นต้องรอพูดคุยกับบอร์ดอีวีเสียก่อนถึงจะเริ่มดำเนินงานต่อได้

“หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็พบว่าขณะนี้มีนักลงทุนหลายชาติอยากจะเข้ามาลงทุนในไทย จึงต้องขอความช่วยเหลือจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุน”

ปรับโฉมกระทรวงอุตสาหกรรม

การยกระดับการให้บริการคุณภาพและส่งเสริมการเข้าถึงของผู้ประกอบการและประชาชน ด้วย One Stop Service ซึ่งช่วยปรับแก้ข้อจำกัดที่มีอยู่ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่อยากผลักดัน รวมถึงต้องใช้ระบบไอที เพราะมีความโปร่งใส่และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อลดข้อครหาให้กับกรมที่มักตกเป็นประเด็นสังคม อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นต้น

รวมถึงต้องแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยมลพิษ การวางระบบดูแล ควบคุม และกำจัดของเสียในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ตลอดจนการใช้พลังงานทางเลือกสู่การเป็นอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ (Bio Circular Economy) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon Industry) ในลำดับต่อไป

ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการส่งออกในอนาคต เนื่องจากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ทำให้น่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม อย่างการเตือนและปรับในโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และนำค่าปรับดังกล่าวมาสนับสนุนโรงงานที่ได้มาตรฐาน

“สำหรับการทำงานร่วมกับข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวว่า อีกเรื่องที่สำคัญคือ การปรับภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์จากกระทรวงที่เน้นการดำเนินงานมาเป็นกระทรวงที่เป็นสนับสนุนและส่งเสริม”