คาดเอลนีโญสิ้นสุด พ.ค.67 เร่งตุนน้ำใช้ฤดูแล้งปีหน้า

ชวลิต จันทรรัตน์
ชวลิต จันทรรัตน์

ทีมกรุ๊ปแจ้งข่าวดี ภาวะเอลนีโญ “ฝนน้อยน้ำน้อย” NOAA ชี้ชัดเอลนีโญจะรุนแรงสูงสุดแค่เดือน พ.ย.-ธ.ค. ปีนี้ พร้อมกลับสู่ภาวะปกติ พ.ค.ปีหน้า แนะอีก 8 เดือนจัดสรรน้ำในเขื่อนที่เหลือ 53% ให้ผ่านฤดูแล้งหน้าไปให้ได้ พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังจะลดลงเหลือ 2 ล้านไร่ ภาคใต้ไม่น่าเป็นห่วงเหตุมีฝนตกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2-5%

นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการและผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM GROUP กล่าวถึงสถานการณ์น้ำภายในประเทศว่า มีข่าวดีจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศของ NOAA หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหรัฐ

รายงานเข้ามาถึง “ภาวะเอลนีโญ” หรือฝนน้อยน้ำน้อย ที่ทุกคนกำลังกังวลถึงการเกิดภัยแล้งลากยาวต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปีนั้น ล่าสุดมีโอกาสมากกว่า 95% ที่สภาวะเอลนีโญจะเกิดต่อเนื่องไปจนถึงแค่เดือนมีนาคม 2567 เท่านั้น

โดยสภาวะเอลนีโญจะพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 (อุณหภูมิของผิวน้ำทะเลสูงขึ้น 2 องศา จากปัจจุบันอยู่ที่ 1-1.5 องศา) ต่อจากนั้นจะค่อย ๆ ลดระดับลงมาจนถึงภาวะปกติในเดือนพฤษภาคม 2567 จากการวัดจริงนั้น หมายความว่า ภาวะเอลนีโญ ฝนตกน้อย น้ำน้อยลง ไม่ได้ยาวไปอีก 1-2 ปีอย่างที่กังวลกัน

“สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อจากนี้ไปก็คือ ในอีก 8 เดือนข้างหน้าจะต้องประคับประคองน้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก ๆ ของประเทศให้มีเพียงพอไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้าได้อย่างไร ตรงนี้จะต้องวางแผนการจัดสรรน้ำให้ดี เพราะในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงพีกสูงสุด ฝนจะไม่ตกเลย

Advertisment

แต่ก็โชคดีว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงพาดผ่าน หากหย่อมความกดอากาศเหล่านี้เคลื่อนที่ผ่านขึ้นไปยังพื้นที่เหนือเขื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ ก็จะเป็นการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ยังเหลือปริมาตรความจุอีกมาก” นายชวลิตกล่าว

สำหรับสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศขณะนี้ (ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2566) พบว่า เขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 2 อ่างรวมกัน 6,314 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 39 โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างมากที่สุด 155 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อรวมปริมาตรน้ำในอ่างจากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะพบว่า ทั้ง 4 อ่างหลักมีน้ำใช้การได้รวมกัน 7,130 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 39 เท่านั้น

“น้ำในเขื่อนทั้ง 4 เขื่อนจะส่งผลโดยตรงต่อการใช้น้ำอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ ไล่น้ำเค็ม และการเกษตร ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยตรง โดยการจัดสรรน้ำในปี 2567 มีการวางแผนจัดสรรที่ปริมาณน้ำใช้การได้ร้อยละ 55 แต่ปัจจุบันมีน้ำอยู่ที่ร้อยละ 39 และเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้จัดสรรที่ปริมาณน้ำร้อยละ 70 จะเห็นว่า น้ำในอ่างลดลงไปมาก

ตอนนี้ก็ต้องรอดูว่า ฝนที่ตกต่อจากนี้ไปอีก 1 เดือน ก่อนที่ภาวะเอลนีโญจะพุ่งขึ้นสูงสุดจะสามารถมีน้ำมาเติมให้กับอ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 4 แห่งในปริมาณร้อยละ 55 ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่” นายชวลิตกล่าว

Advertisment

อย่างไรก็ตาม ด้วยปริมาณน้ำที่น้อยลง ทำให้กรมชลประทานมีความจำเป็นที่จะต้องจัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก รองลงมาจะได้แก่ น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศหรือไล่น้ำเค็มไม่ให้ขึ้นมาสูงถึงแหล่งสูบน้ำดิบที่สำแล จ.ปทุมธานี และน้ำเพื่อการเกษตรกรรม

ดังนั้นเพื่อรักษาปริมาณน้ำในเขื่อนไว้ให้มากที่สุด การปลูกข้าวนาปรังจึงต้องปลูกตามฝน แต่สามารถขอใช้น้ำได้ด้วยวิธีการจัดสรรแบบสลับกันหรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ จากตัวเลขล่าสุดคาดการณ์กันว่า การปลูกข้าวนาปรังจะต้องลดลงเหลือไม่เกิน 2 ล้านไร่จากปี 2565/66 ที่ปลูกกันถึง 10 ล้านไร่

ส่วนปริมาณฝนทับทวีตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 24 กันยายน 2566 ทั้งประเทศ พบว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 แต่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีฝนตกต่ำกว่า 20% เมื่อแบ่งไปตามภาคจะพบว่า ภาคเหนือปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 12%, ภาคกลางต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30%, ภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 27%, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 6%, ภาคใต้ฝั่งตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2% และภาคใต้ฝั่งตะวันตกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5%

“ตัวเลขปริมาณฝนทับทวีแสดงให้เห็นว่า ปีนี้ภาคใต้จะไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้งเพราะฝนดี ส่วนภาคอีสานก็จะไม่รุนแรงเพราะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 6% แต่จะมีที่น่าเป็นห่วงก็คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า การเกิดภาวะเอลนีโญมาตั้งแต่ต้นปี 2566 ได้ส่งผลกระทบกับปริมาณฝนตกน้อยลงไปจริง ๆ อย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งก็นับว่าเป็นโชคดีที่ภาวะฝนน้อยน้ำน้อยจะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ไม่ได้ลากยาวไปจนตลอดทั้งปี 2567 ตอนนี้จะทำอย่างไรให้ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีเพียงพอไปจนผ่านช่วงฤดูแล้งของปี 2567 ได้ เพื่อประคับประคองรอให้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนของปีหน้าให้ได้” นายชวลิตกล่าว

ทั้งนี้ มาตรการของกรมชลประทานในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน พ.ศ. 2566 กำหนดไว้ 4 มาตรการด้วยกันคือ 1) จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี 2) การส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น 3) บริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยระบบและอาคารชลประทาน และ 4) ดําเนินการเก็บกักน้ำในเขื่อนให้มากที่สุด ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกักน้ำต่ำสุด (lower rule curve-LRC) ตามช่วงเวลาเพื่อความมั่นคงด้านการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ