ดึงร้านอาหารไทยทั่วโลกปลุก “ซอฟต์พาวเวอร์” ประเดิมตลาดสหรัฐ 442 สาขา

ร้านอาหาร

เศรษฐาถกทีมไทยแลนด์ ตั้งธงดันส่งออกปี’67 พาณิชย์กางแผนดันเป้าหมาย 1.99% อัด 380 กิจกรรม พร้อมดึงร้านอาหารที่ได้รับรองเครื่องหมาย Thai Select ทั่วโลก 1,500 สาขาโปรโมตซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยสู่ตลาดโลก ประเดิมตลาดสหรัฐ 442 สาขา ทูตพาณิชย์ชี้สินค้าอาหารยังมีโอกาสส่งออกฝ่าวิกฤตรีเซสชั่น ด้านผู้นำเข้า-ที่ปรึกษาการพาณิชย์ประสานเสียงเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นกลางปีหน้า เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยลด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือแผนเร่งรัดการส่งออกและการค้าชายแดน quick win 100 วัน โดยมีการประเมินเป้าการส่งออกของไทยในปี 2567 ขยายตัว 1.99% มูลค่า 287,754 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าคาดการณ์ของภาคเอกชนที่ประเมินการขยายตัว 0-2% แต่กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันได้สำเร็จ เพราะได้กำหนดยุุทธศาสตร์ 5 ด้าน พร้อมกับมี 380 กิจกรรมมาช่วยเสริม

5 กลยุทธ์ 380 กิจกรรม

ทั้งนี้ แผนผลักดันการส่งออกในปี 2567 กำหนดไว้ 380 กิจกรรม ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการส่งออก 65,701 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ 5 ด้าน คือ 1.การเปิดประตูการค้าเชิงรุกสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ควบคู่รักษาตลาดเดิม เร่งผลักดันเจรจา FTA 2.ทูตพาณิชย์ทำงานเชิงรุก และบูรณาการทำงานกับพาณิชย์จังหวัดใกล้ชิดยิ่งขึ้น เชื่อมโยงสินค้าจากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

3.ส่งเสริมการส่งออก soft power ของไทยสู่ตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น 4.ปรับปรุงสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ปรับบทบาทเป็นรัฐสนับสนุน และ 5.ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการส่งเสริมการค้า cross-border e-Commerce จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ สร้างโชว์รูมออนไลน์ จัดงานแสดงสินค้านานาชาติในไทย ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว และสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ส่งออกรายใหม่

จุดโฟกัสอยู่ที่ส่งเสริมการส่งออก soft power ของไทยออกสู่ตลาดโลก กระทรวงพาณิชย์ได้มอบให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินการ โดยได้ลงนามใน MOU กับการบินไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งเสริมการตลาดสินค้า บริการ และซอฟต์พาวเวอร์ของไทย โดยใช้จุดแข็งแต่ละหน่วยงานมาช่วยขับเคลื่อน

ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เรียกประชุมทีมไทยแลนด์ โดยเชิญผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลกมาร่วมประชุม ระหว่าง 19-25 พ.ย. 2566 โดยหนึ่งในไฮไลต์ ทางทีมไทยแลนด์มีการนำเสนอ “เป้าหมายสำคัญสำหรับการทูตเชิงลึก” ในวันที่ 23 พ.ย.นี้

ชูร้านอาหารไทยในต่างแดน

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล พบว่าอาหารเป็นสินค้าซอฟต์พาวเวอร์ที่สำคัญของไทย ซึ่งการส่งออกสินค้าอาหารไปสร้างการรับรู้ในตลาดต่างประเทศ จำเป็นต้องอาศัยร้านอาหารไทยเป็นช่องทางหลัก ยกตัวอย่าง ในสหรัฐมีร้านอาหารไทยจำนวนมากและได้รับเครื่องหมายรับรองมิชลินหลาย ๆ ร้าน เช่น ร้านนารี (Nari) มิชลินปี 2023 ร้านกินข้าว ร้านโอชา (Osha) ร้านฟาร์มเฮ้าส์ เป็นต้น โดยมีการออกแบบเมนูแบบไฟน์ไดนิ่ง ใช้วัตถุดิบไทยทั้งผัก ผลไม้ เครื่องปรุงรส รวมถึงการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และวิถีไทย

ในส่วนกระทรวงพาณิชย์มีการคัดเลือกร้านที่สามารถให้บริการอาหารไทยที่มีคุณภาพ คงเอกลักษณ์ความเป็นไทย และมอบเครื่องหมายรับรองร้านอาหาร “Thai Select” ให้ ข้อมูลล่าสุดร้านอาหารไทย Thai Select ทั่วโลกมีจำนวน 1,546 ร้าน อยู่ในสหรัฐ 442 ร้าน เป็นร้านในรัฐฝั่งตะวันตก เช่น ลอสแองเจลิส 88 ร้าน แคลิฟอร์เนีย 34 ร้าน ฯลฯ

นภินทร ศรีสรรพางค์
นภินทร ศรีสรรพางค์

ซอฟต์พาวเวอร์ “Thai Select”

นายนิวัฒน์ หาญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในโอกาสร่วมการประชุมทีมไทยแลนด์ในครั้งนี้ จะรายงานสถานการณ์ตลาดสหรัฐในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลง เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ประชาชนจะใช้เงินเฉพาะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเท่านั้น ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ว่าจะขยายตัว 10% ล่าสุดการส่งออก 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2566) สามารถส่งออกได้ 36,004 ล้านเหรียญสหรัฐ

“ในปี 2567 ยังคงคาดการณ์ว่าส่งออกจะขยายตัวเป็นบวกเพิ่มขึ้น 1-2% ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะหมวดอาหารยังขยายตัวได้ดี สินค้าหลัก ๆ เช่น ข้าวหอมมะลิ เครื่องปรุงรส กะทิ ทุเรียน เพราะถึงแม้เศรษฐกิจไม่ดีอย่างไร แต่คนยังต้องซื้ออาหาร ขณะนี้เตรียมแผนทำตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เช่น กลุ่มฮิสแปนิก ซึ่งบริโภคข้าวจำนวนมาก และส่งเสริมร้านอาหารไทยซีเล็คในสหรัฐ เพื่อเป็นช่องทางในการส่งออกอาหารไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์”

สงคราม-ปัจจัยหลักทุบตลาด

นายประมุข เจิดพงศาธร ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ (HTA) และซีอีโอ บริษัท CKK Paradiso จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าข้าวไทย และกะทิไปจำหน่ายในสหรัฐ กล่าวว่า ในช่วงกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่งจะมีข้อมูลว่าภาวะเงินเฟ้อสหรัฐกำลังดีขึ้น จากตลอดทั้งปีที่ผู้บริโภคไม่กล้าใช้เงิน เพราะเป็นห่วงเรื่องภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งดอกเบี้ย ค่าเช่า ราคาพลังงานสูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวล จึงเลือกซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ข้าว น้ำมะพร้าว เครื่องปรุงรส ยังสามารถทำตลาดได้

“เศรษฐกิจจากนี้ตัวแปรหลักมาจากสงคราม ตอนนี้โลกเกิดภาวะปั่นป่วน เกิดความไม่แน่นอน มีผลต่อราคาน้ำมันสูงขึ้น สถานการณ์จะคลี่คลายหรือไม่ ต้องดูปัจจัยเรื่องสงครามเป็นหลัก ส่งผลให้ลูกค้ามั่นใจซื้อสินค้าจากคู่ค้าเดิมเท่านั้น ไม่เปลี่ยนคู่ค้า”

ส่งอาหารไทยบุกกองทัพ-เรือนจำ

นายประมุขกล่าวว่า ปัจจุบันสหรัฐนำเข้าข้าวไทยปีละ 5 แสนตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ รองลงมาเป็นข้าวขาว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับความนิยมในตลาดค้าปลีกสหรัฐ แต่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะผู้ผลิตข้าวในสหรัฐมีการออกผลิตภัณฑ์ข้าวในลักษณะคล้ายกับข้าวหอมมะลิไทย

“ในส่วนของบริษัท ซีเคเค นำเข้าข้าวสารบรรจุถุงมาจำหน่าย แบรนด์ Super Lucky Elephant และ Queen Elephant และนำเข้าน้ำมะพร้าวแบรนด์ Love of Thai มาจำหน่ายให้ห้างค้าปลีกสหรัฐ แม้ว่าตลาดสหรัฐยังมีโอกาสส่งออกไปได้ บริษัทมีแผนขยายตลาดนำสินค้าอาหารของไทย โดยเฉพาะข้าวไปจำหน่ายให้กับหน่วยงานเรือนจำของสหรัฐ ซึ่งมีจำนวน 2,000 แห่ง และขยายตลาดสินค้าอาหารสำเร็จให้กับกองทัพในอนาคต”

ห่วง “วิกฤตต้นทุนโลจิสติกส์”

ด้านนายแซม ลี ประธาน บริษัท ซัน ลี กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ซันลีผลิตและจัดจำหน่ายสินค้ามากกว่า 400-500 เอสเคยู สัดส่วนมากกว่า 50% เป็นสินค้าข้าว ภายใต้แบรนด์ Sun Lee, Sun Bird, Sun Panda และ Lucky Wing รองลงเป็นกะทิ ข้าวโพดหวาน-ข้าวโพดอ่อนบรรจุกระป๋อง เครื่องปรุงรส และแผ่นแป้ง เส้นก๋วยจั๊บ และนำเข้าสินค้าอาหารแปรรูปจากไทยมากกว่า 3,000 รายการ เช่น ชาวเกาะ พันท้าย หยั่นหว่อหยุ่น มาจำหน่ายในสหรัฐฝั่งตะวันตก

“เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะถดถอยเต็มตัว เป็นเรื่องดอกเบี้ยที่ปรับให้สูงขึ้นเพื่อกดเงินเฟ้อให้ชะลอตัวลง ซึ่งมีผลกับกำลังซื้อค่อนข้างเยอะ บวกกับสถานการณ์โควิดมีเรื่องการคัดแบ็กเบเนฟิต ทั้งฟู้ดแสตมป์หรืออะไรต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือคน ถูกคัตแบ็กหมดเลย สองปัจจัยนี้มีผลต่อสินค้าอาหารเอเชียที่บริษัทนำเข้ามาจัดจำหน่าย ล่าสุดเงินเฟ้อก็เริ่มชะลอตัวลงแล้ว ดอกเบี้ยหยุดขึ้น แต่ยังทรงตัวในระดับสูง และกำลังซื้อถดถอยไปค่อนข้างเยอะ”

“ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือรีเซสชั่นจะยังอยู่ต่อไปอีกครึ่งปี คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นกลางปี 2567 ทำให้ภาพรวมตลาดอาหารถดถอยลงตาม คิดเป็นมูลค่าเงินจะหายไปประมาณ 10% แต่ถ้าในเชิงปริมาณยังทรงตัวเท่าเดิม”


ด้านราคา ก่อนหน้านี้ บริษัทปรับราคาสินค้าจากภาวะต้นทุนผันผวนจากต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ผ่านมามีช่วงที่ไทยมีปัญหาวิกฤตโลจิสติกส์ ค่าระวางเรือขึ้น 10 เท่า จากค่าระวางตู้ละ 1,000 เหรียญ ขึ้นไปถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ ถ้าสินค้าราคาเอฟโอบี (ส่งสินค้าข้างลำเรือ) 30,000 กว่าเหรียญสหรัฐ ต้นทุนโลจิสติกส์ 10,000 เหรียญสหรัฐ จะออนท็อปขึ้นไป 25% ตอนนี้ต้นทุนโลจิสติกส์ปรับลงมา 1,000 กว่าเหรียญสหรัฐ ทำให้ราคาสินค้าปรับลดลงมาอย่างรวดเร็ว เราหวังว่าจะไม่เกิดวิกฤตโลจิสติกส์แบบนั้นอีก”